เจอ "ของลดราคา" ตัดสินใจยังไงดี ?

เจอ “ของลดราคา” ตัดสินใจยังไงดี ?

 

ฉบับย่อ

  • ความรู้สึกดีของการได้ซื้อของลดราคาไม่ได้มีแค่การได้จ่ายเงินน้อยลง แต่มันมาพร้อมกับความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รู้สึกเป็นคนพิเศษเข้าไปด้วย
  • การเปรียบเทียบคุณภาพกับของที่ไม่เคยใช้ทำได้ยาก ผู้ขายจึงมักตั้งราคาเต็มให้สูง เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคเห็นว่าของที่มีราคาปกติแพงนั้นมีคุณภาพที่ดี
  • เมื่อวิธีการลดราคาได้ผลอย่างมากทางการตลาด ผู้ขายส่วนใหญ่จึงมักตั้งราคาให้สูงก่อน แล้วค่อยลดราคามาในจุดที่ต้องการขายตั้งแต่แรก
  • ถ้ามันไม่ใช่ของที่เราต้องการไม่ว่าราคาจะลดลงไปเยอะแค่ไหน เราก็ต้องเสียเงินอยู่ดี การหักห้ามใจไม่ซื้อ อาจจะหมายถึงการประหยัดเงินได้มากกว่า

ผู้บริโภคมากถึง 70% ตัดสินใจซื้อของ ณ จุดขาย

หลายๆคนคงเคยได้ของกลับบ้านมาแบบงงๆ ทั้งที่ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปซื้อ ขนาดพี่ทุยเอง ก็ได้ของที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อแต่แรก กลับมาบ่อยๆเหมือนกัน เพราะการตัดสินใจของคนเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับของลดราคา

ความฟินสูงสุดของการ Shopping ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อของกี่อย่างหรอก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อของได้ถูกแค่ไหนต่างหาก

เพราะของลดราคามักทำให้เรารู้สึกดี เพราะนอกจากจะได้จ่ายเงินน้อยลงแล้ว มันก็แอบรู้สึกสะใจที่ได้ของมาในราคาถูกกว่าคนอื่นเขา บางทีหลายๆครั้งก็มีเพื่อน มาอวดกันว่า วันนั้นวันนี้ ไปซื้อของได้ถูกมา ลดราคาตั้งเท่านั้นเท่านี้ ก็คงต้องยอมรับแหละว่า การได้ซื้อของลดราคามันก็เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆได้เหมือนกัน

ความรู้สึกดีของการซื้อ “ของลดราคา”

แน่นอนว่าการได้ซื้อของลดราคามันรู้สึกดีตรงที่ได้จ่ายเงินน้อยลง แต่ที่น่าสงสัยก็คือความรู้สึกสะใจหรือความภาคภูมิใจเมื่อได้ซื้อของถูกเนี้ย มันมาจากอะไร เกิดขึ้นมาได้ยังไงกัน ??

จริงๆมนุษย์เราทุกคนนั้นมีสายเลือดของนักรบอยู่ในตัว ไม่ว่าใครก็ชื่นชอบการแข่งขัน การได้เป็นที่หนึ่งหรือการที่ได้เหนือกว่าคนอื่น มักจะทำให้มนุษย์รู้สึกดี

ถ้าลองมองราคาที่ลดแล้วเป็นราคาที่เราซื้อ ราคาเต็มที่ตั้งไว้ก็คงจะเป็นราคาที่คนอื่นซื้อ การที่ได้ซื้อของในราคาที่ลดก็เปรียบเหมือนเราเป็นลูกค้าคนพิเศษได้ของราคาถูกกว่าคนอื่นๆ

ในทางกลับกัน ถ้าเราซื้อของไปในราคาลด 10% แล้วอีกไม่กี่วันต่อไป ผ่านมาร้านเดิมเพื่อพบว่า ของชิ้นเดียวกันนั้นได้ถูกปรับราคาให้ลดเพิ่มเป็น 20% แค่คิดก็รู้สึกแย่แล้ว

แต่โดยส่วนมากแล้วลูกค้าทุกคนคือคนพิเศษ ไม่ค่อยมีใครได้ซื้อในราคาเต็มหรอก

เทคนิคการลดราคาทำให้ของดูถูกลง แถมยังทำให้คุณภาพดูสูงขึ้นด้วย 

ถ้าเป็นของที่เคยใช้มาก่อนหรือเป็นของที่เรารู้จักดี ทุกคนก็คงตีมูลค่ามันออกมาได้ไม่ยาก ราคาที่จะต้องจ่ายเท่าไหร่ ถูกไปหรือแพงไป ก็สามารถตัดสินใจได้ทันที

แต่สำหรับของที่ไม่เคยใช้ ไม่รู้จักกันมาก่อน คนเราจะใช้อะไรตัดสินมันดีล่ะ ?

ถ้าสมมติพี่ทุยอยากจะซื้อของที่ไม่ได้ซื้อบ่อยๆ อย่างเช่น กระทะสักใบ การตัดสินใจเลือกซื้อกระทะของพี่ทุยจะประกอบไปด้วย ราคาและคุณภาพ แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเรา ก็ต้องอยากได้ของที่คุณภาพสูงสุดในราคาที่ถูกที่สุดอยู่แล้ว

แต่ของที่เราไม่รู้จัก จึงเป็นไปได้ยากที่จะมาเทียบคุณภาพกันให้เห็นชัดๆ ราคาเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งที่จะเทียบได้ชัดเจน คุณภาพจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชื่อ เช่น อายุการใช้งาน เราไม่มีวันรู้จนกว่าจะได้ใช้งานไประยะเวลาหนึ่งแล้ว

ของราคาแพงมักจะดีกว่าของราคาถูกหรือเปล่า ?

กระทะใบแรกราคา 1,399 บาท ข้างๆกันมีอีกใบหนึ่งลดราคาอยู่ 50% จากราคาปกติ 2,999 บาท เหลือ 1,499 บาท ถึงแม้กระทะใบหลังจะมีราคามากกว่า 100 บาท แต่มูลค่าก่อนที่จะลดราคาอยู่ที่ 3,000 บาท มันก็ทำให้พี่ทุยอดคิดไม่ได้ว่าคุณภาพของกระทะราคา 3,000 บาทนั้นน่าจะต้องดีมากในระดับ 3,000 บาทแน่ๆ 

เพิ่มเงินอีก 100 บาท แต่จะได้คุณภาพมากขึ้นอีกตั้ง 1,500 บาท รู้สึกคุ้มขึ้นมาเลย รู้สึกตัวอีกทีกระทะใบที่สองก็มาอยู่ที่บ้านแล้ว

ของลดราคา แท้จริงก็คือการเพิ่มราคามาเพื่อลดราคาอีกทีหนึ่ง

ใครจะยอมขาดทุนกันล่ะ ในเมื่อขายของก็ต้องได้กำไร การลดราคาสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ยังไงก็ต้องเหลือกำไรอยู่แล้ว สินค้าหลายชนิดจึงถูกเพิ่มราคาเต็มขึ้นมา เพื่อจะได้สามารถขายในราคา Sale ได้อย่างไม่เกิดภาระกับกำไรนัก

พี่ทุยเคยเจอกรณีหนึ่ง จากความผิดพลาดของผู้ขายที่ทำโปรโมชั่นลดราคาออกมาได้ไม่แนบเนียนนัก

ระหว่างที่เดินห้างอยู่แบบสบายๆ ก็เจอกับโซนลดราคา ภายในลานกิจกรรมกลางห้าง ก็มีสินค้ามากมายออกมาวางตั้งโชว์ พร้อมป้าย 20% 30% 50% ตั้งตระหง่านอยู่ข้างสินค้า ช่วยเพิ่มความสนใจให้คนชอบของถูกอย่างพี่ทุยกับเพื่อนๆเดินเข้าไปเยี่ยมชมกันซักหน่อย

แล้วพี่ทุยก็ไปสะดุดกับตะกร้าหวายใบนึง ดูสวยงาม เอากลับไปใช้ใส่เสื้อผ้าที่บ้านก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ประกอบกับเลข 40% ที่ติดอยู่ไม่ไกลจากตะกร้าใบนั้น จาก 500 บาท ลดเหลือเพียง 299 บาท !!! ว้าว มันดูถูกมาใช่มั้ยล่ะ ระหว่างที่ลูบๆ คลำๆ เพื่อดูคุณภาพของสินค้า พี่ทุยก็พบกับป้ายราคา ป้ายราคาที่ติดอยู่กับตะกร้า ไม่รู้ว่าทางผู้ขายลืมแก้หรือลืมแกะป้ายราคาออก เพราะราคาที่ติดอยู่ก็คือ 299 บาท …

ไหนบอกลดจาก 500 บาทไง ฮืออ โลกมันโหดร้ายกับพี่ทุยเหลือเกิน

แล้วโปรโมชั่น 1 แถม 1 ต่างกับลด 50% ยังไง ?

ของราคาเต็ม 1,000 บาท เมื่อจัดโปรโมชั่น 1 แถม 1 ก็เท่ากับว่าของแต่ละชิ้นมีราคา 500 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับการลด 50% ที่จะทำให้ของแต่ละชิ้น เหลือ 500 บาทเท่ากัน

แต่ถ้าเป็นของที่ใช้แล้วหมดไป และเป็นของที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น สบู่ แชมพู ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นของที่เราไม่ได้ต้องการเยอะขนาดนั้น เช่น กระเป๋า หรือ นาฬิกา โปรโมชั่น 1 แถม 1 จะทำให้เราได้นาฬิกามาถึง 2 เรือน ด้วยการจ่ายราคาเต็ม การได้นาฬิกาแค่เรือนเดียวในราคาลด 50% จึงน่าสนใจกว่าเยอะเลย

โปรโมชั่นต่างๆ เหล่านี้ มักถูกออกแบบมาเพื่อกำหนดปริมาณยอดขาย การสร้างโปรโมชั่น 1 แถม 1 มักจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อในปริมาณที่เยอะขึ้น หรือชวนเพื่อนมาซื้อกันคนละชิ้น จะได้ของที่ถูกลง แต่ถ้าเราไม่ได้ต้องการของในปริมาณเยอะ แล้วการเรียกเพื่อนมาซื้อเป็นเรื่องที่ลำบาก การหักห้ามใจอาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าก็ได้ 

วิธีรับมือกับของ Sale กับเทคนิคการลดราคา 100%

เพราะของบางอย่าง เราเลือกซื้อเพราะราคาถูก แต่ถ้าเกิดเราไม่ได้อยากได้แต่แรก ถึงแม้จะลดราคาถูกแค่ไหน มันก็คือต้องเสียเงินอยู่ดี ของราคา 599 บาท ลด 50% เหลือ 299 บาท ถ้าลด 90% ก็เหลือ 59 บาท แต่ถ้าไม่ซื้อเลยก็คือไม่เสียเงิน เทียบเท่าการลดราคา 100% เหลือราคาที่ต้องจ่าย 0 บาท

ถึงแม้จะถูกลงมาแค่ไหน ยังไงก็ต้องจ่ายเงินอยู่ดี แต่ถ้าเกิดไม่ซื้อก็คือไม่ต้องจ่าย

หลังจากผ่านโปรโมชั่นและเทคนิคทางการตลาดของผู้ขายมากมาย พี่ทุยอยากให้ทุกคนลองนึกย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ ก่อนว่า

“ราคาที่ต้องจ่าย กับของที่จะได้ เราพอใจหรือเปล่า”

ไม่ว่าราคาจะลดมากี่ % หรือรวมๆ แล้วลดราคาไปกี่บาท จริงๆแล้วมันไม่สำคัญเท่ากับคำถามนี้เลย ปกติแล้วแต่ละคนก็จะให้มูลค่าของสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากันอยู่แล้ว โปรโมชั่นต่างๆหรือคำรีวิวต่างๆ ล้วนเป็นการให้มูลค่าของคนอื่นทั้งนั้น ลองกลับมาถามที่ตัวเราเองจริงๆ ดีกว่า

แล้วคำถามที่ว่า “ซื้อดีมั้ย ?” เราอาจจะตอบมันได้ด้วยตัวเอง

error: