มี "เงินเก็บ" เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

มี “เงินเก็บ” เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

 

ฉบับย่อ

  • เป้าหมายทางการเงินและภาระหน้าที่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การวางแผนการเงินจะทำให้เรารู้ตัวว่า เงินเก็บที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเพียงพอหรือไม่
  • การวางแผนทางการเงินต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ประกอบไปด้วย สิ่งที่จะซื้อ (จะทำ) จำนวนเงิน และ ระยะเวลา
  • การรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงิน อย่างการขอสินเชื่อ หรือ การลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน จะช่วยผ่อนแรงในการออมเงินได้มาก
  • ถ้าวางแผนแล้วรู้สึกว่าเงินยังไม่เพียงพอ ก็คงต้องลองมองหาช่องทางเพิ่มรายรับ หรือ การลดขนาดของเป้าหมายลง ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ลองยืดระยะเวลาการออมให้นานขึ้น

วันก่อนน้องเอี้ยงมาปรึกษาพี่ทุย ว่าตอนนี้เก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท แต่ไม่แน่ใจว่า “เงินเก็บ” เท่านี้เพียงพอหรือยัง อยากเอาไปซื้อเสื้อตัวใหม่มาใส่ก็กลัวเงินจะไม่พอใช้ในอนาคต อยากเก็บเงินมากกว่านี้ แต่ก็กลัวว่าในเดือนนี้จะต้องเดินกลับบ้านหลายวัน แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว พี่ทุยช่วยน้องเอี้ยงด้วยยย..

ฟังดูเหมือนเป็นคำถามง่ายๆนะ แต่พี่ทุยก็ตอบยากเหลือเกิน เพราะการเก็บเงินให้เยอะๆไว้ก่อน เก็บมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทางการเงินนับเป็นสิ่งที่ดี แต่การเก็บเงินแบบไม่มีเป้าหมายเลย อาจจะทำให้ปัจจุบันเกิดความลำบาก และมันจะทำให้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่าเพียงพอ ดีไม่ดีอาจจะหมดกำลังใจไปเลยดื้อๆ

ปัญหาของคนที่ยังไม่เคยวางแผนการออมเงิน มีทั้งแบบที่ออมเยอะเกินไปและออมน้อยเกินไป ในรูปแบบที่ออมเยอะเกินไป จนในปัจจุบันไม่สามารถใช้จ่ายได้เลยก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพื่อซื้อรถ หรือ การเก็บเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ ต่างล้วนเป็นการเก็บเงินเพื่อใช้สร้างความสุขในอนาคต แต่ถ้าเรามัวแต่ห่วงอนาคตมากจนเกินไปจนลำบากปัจจุบัน พี่ทุยว่าแบบนี้ก็ไม่ดีเท่าไหร่

แต่การเก็บเงินที่เยอะเกินไปพี่ทุยว่า ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าการเก็บเงินที่น้อยเกินไปหรอก เพราะเมื่อใดที่ถึงคราวฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ เงินที่ไม่เพียงพอ ก็ไม่อาจใช้แก้ปัญหาได้ เมื่อนั้นเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้แล้ว

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่ามี “เงินเก็บ” เท่านี้พอหรือยัง ?

เก็บเงินให้ได้ 20% หรือ เก็บเงินให้ได้ 30% ของเงินเดือน หรือ ควรเก็บให้ได้ 1 ล้าน ก่อนอายุ 30 ปี ทั้งหมดนั้นพี่ทุยก็ไม่สามารถบอกได้หรอกนะว่าพอหรือเปล่า เพราะการเก็บเงินของแต่ละคนต้องขึ้นอยู่กับเป้าหมายและภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไป “การวางแผนการเงิน” ต่างหาก คือสิ่งที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

ส่วนวิธีการวางแผนการเงิน จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้นักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาคำนวณให้หรอก เพราะการวางแผนทางการเงินนั้นไม่ยากอย่างที่คิด ใครๆก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง มาลุยกันเลยดีกว่า !!

เริ่มต้นขั้นตอนแรก ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

มี "เงินเก็บ" เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน คือควรจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ได้ครบ
1. เอาเงินไปทำอะไร
2. ระยะเวลาเท่าไหร่
3. จำนวนเงินกี่บาท

ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนก็คงมีหลายเป้าหมายแตกต่างกันไป ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อมือถือ เลี้ยงลูก และอีกมากมาย ที่ต้องใช้การเก็บเงินเพื่อให้ได้มา

ถ้าพูดถึงน้องเอี้ยง ตอนนี้ก็มีเป้าหมายอยู่ด้วยกัน 3 เป้าหมาย ก็คือ

  • ซื้อมือถือเครื่องใหม่ ภายใน 1 ปี ราคา 20,000 บาท
  • สร้างบ้านใหม่ ภายใน 5 ปี ราคา 3,000,000 บาท
  • เกษียณในอีก 30 ปี ต้องมีเงิน 7,200,000 บาท (อยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท เป็นระยะเวลา 20ปี)

ขั้นตอนที่ 2 คือ การแบ่งกระปุกเงินออม

มี "เงินเก็บ" เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

ด้วยความที่น้องเอี้ยงมีเป้าหมายเพียง 3 เป้าหมาย จึงแบ่งกระปุกเงินออมเป็น 3 กระปุก

กระปุกแรก เขียนไว้ว่า ซื้อมือถือเครื่องใหม่ ภายใน 1 ปี ในราคา 20,000 บาท ดังนั้น น้องเอี้ยงควรออมเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

กระปุกที่สอง คือ การสร้างบ้านใหม่ ภายในเวลา 5 ปี ในราคา 3,000,000 บาท ดังนั้น น้องเอี้ยงควรออมเงินเดือนละ 50,000 บาท ในช่วง 5 ปี

กระปุกสุดท้าย คือ เกษียณภายในเวลา 30 ปี ต้องมีเงิน 7,200,000 บาท ดังนั้น น้องเอี้ยงจะต้องออมเงินเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี

โอ้วโหววว ออมเงินเดือนละ 50,000 บาท ไม่มีทางที่จะได้บ้านภายใน 5 ปีนี้หรอก ไหนจะออมเงินเดือนละ 20,000 ไปอีก 30 ปี จะต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่เนี่ย (ฮือออ)

ขั้นตอนที่ 3 คือ รู้จักผ่อนแรงการออม

มี "เงินเก็บ" เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

ใจเย็นๆนะน้องเอี้ยง เราสามารถซื้อบ้านและเกษียณได้ โดยไม่จำเป็นต้องออมเงินเยอะขนาดนั้น

ถ้าอยากซื้อบ้านภายใน 5 ปี แต่การออมเงินเดือนละ 50,000 บาท นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย น้องเอี้ยงก็ต้องรู้จักการขอสินเชื่อ ข้อดีของการขอสินเชื่อ คือ น้องเอี้ยงจะสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ภายในเวลา 5 ปี กับการออมเงินเพียงแค่ 5,000 บาทต่อเดือน ด้วยการดาวน์บ้าน 10%

แต่ข้อเสียก็คือ หลังหลังจากที่ได้บ้านมาแล้ว น้องเอี้ยงก็ต้องทยอยจ่ายเงินทุกเดือนจนกว่าค่าบ้านจะหมด ไปพร้อมๆ กับดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ยังไงซะก็ยังดีกว่ามีบ้านอยู่ตอนอายุ 50-60 ปี แน่นอน

ส่วนการเก็บเงินเพื่อการเกษียณที่เป็นเป้าหมายระยะยาวมาก แถมเงินที่จะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ก็คือ เงินเย็น ไม่ได้จะนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินอยู่แล้ว ทำให้เหมาะสมมาก กบการนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน ถ้าน้องเอี้ยงไม่มีความรู้ในการลงทุน ลองเลือกกองทุนรวมที่มีประวัติดีๆ แล้วลงทุนกันยาวๆ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี

สมมติว่า การลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนสัก 5% ต่อปี เป้าหมาย 7,200,000 บาทของน้องเอี้ยง จะต้องออมเงินเพียงเดือนละ 8,600 บาท ผ่อนแรงไปได้เยอะเลยใช่มั้ยล่ะ แล้วถ้าน้องเอี้ยงเก่งเรื่องลงทุนอีกหน่อย หาหน่วยลงทุนที่ให้ผลตอบแทนปีละ 7% ก็จะออมเงินน้อยลงไปอีก เหลือแค่เดือนละประมาณ 5,900 บาท เนี้ยแหละที่เค้าเรียกว่า พลังของดอกเบี้ยทบต้น

ขั้นตอนที่ 4 รับมือกับความเสี่ยงไม่คาดฝัน 

มี "เงินเก็บ" เท่านี้ มันพอหรือยังนะ ?

ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บหนัก หรือการโดนไล่ออกทำให้รายได้หายไป ความเสี่ยงต่างๆ ที่แสนน่ากลัวอาจจะทำให้เราเครียดจนคิดว่าเก็บเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่การรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ พี่ทุยคงไม่แนะนำให้ใครเก็บเงินเพื่อสำรองไว้สำหรับความเสี่ยงทุกอย่างหรอกนะ

ในกรณีที่เป็นความเสี่ยงขั้นรุนแรง อย่างเช่น รถชน ไฟไหม้ หรือการถูกเลิกจ้าง ทำให้เราต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก การสำรองเงินเพื่อใช้ในกรณีนี้อาจจะไม่คุ้ม ดังนั้นการทำ “ประกัน” เลยดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการสำรองเงินเก็บด้วยตัวเอง

แต่ในกรณีที่เป็นความเสี่ยงที่ไม่รุนแรง อย่างเช่น การเจ็บป่วยเล็กน้อย เงินสำรองฉุกเฉินของตัวเองเราจึงจำเป็นต้องมีไว้สักหน่อย อะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ก็แบ่งให้ประกันภัยเป็นคนรับผิดชอบให้ สบายใจหายห่วง

การวางแผนการเงินง่ายนิดเดียว เมื่อเรารู้จักตัวเอง ทั้งรายได้และเป้าหมาย จะทำให้เราเห็นถึงวิธีการออมเงินที่ชัดเจนขึ้น เมื่อจะใช้เงินก็ไม่ต้องห่วงว่าเงินออมจะพอหรือยัง เมื่อจะเก็บเงินเพิ่มก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเยอะเกินไปจนปัจจุบันไม่ได้ทำอะไร

แล้วถ้าหลังจากได้วางแผนการเงินแล้ว พบว่าไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ ก็ต้องรู้จักหารายได้เพิ่ม แต่ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ต้องลดขนาดของเป้าหมายลง ด้วยการลดราคาของเป้าหมาย หรือเพิ่มระยะเวลาในการออมก็ได้ อ่านบทความ เงินเดือนไม่เยอะ ไม่จำเป็นต้องวางแผนการเงินใช่มั้ย ? คลิกที่นี่

การใช้เงินตอนนี้หรือเลือกเก็บออมไว้ใช้อนาคต การแบ่งสัดส่วนการใช้เงินในรูปแบบต่างๆ ไม่มีถูกมีผิดหรอกนะ ถ้าผ่านการวางแผนมาอย่างดีแล้ว พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนก็จะสามารถมีความสุขในโลกของการใช้เงินได้ไม่ยากแน่นอน