วิธีรับมือกับคำถามวัดใจของ "พี่วินมอเตอร์ไซค์" น้องเคยมาเท่าไหร่ ?

เทคนิครับมือกับคำถามวัดใจของ “พี่วินมอเตอร์ไซค์” น้องเคยมาเท่าไหร่ ?

 

ฉบับย่อ

  • การตั้งราคาสินค้าหรือบริการรูปแบบที่ให้ลูกค้าเป็นคนเสนอราคามาก่อน มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการจะได้รับรายได้สูงกว่าการตั้งราคาไว้ก่อน
  • คนทุกคนให้คุณค่าของสินค้าและบริการไม่เท่ากัน ถ้าคุณค่าที่ให้สูงกว่าราคาที่จ่ายไป ส่วนที่เกินมานั้นก็คือความสุขที่ผู้บริโภคจะได้รับไป
  • ในทางกฎหมายแล้วการไม่แจ้งราคาไว้ให้ชัดเจน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  • เทคนิคการรับมือกับการตั้งราคาแบบนี้ก็คือ ควรจะให้ผู้ขายหรือผู้ให้บริการเสนอราคามาก่อนจะดีกว่า เพราะถ้าหากเราเป็นคนเสนอราคาก่อน จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะจ่ายได้ราคาต่ำกว่านั้นอีกเลย

ส่วนใหญ่เวลาพี่ทุยการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่างหนึ่ง นอกจากคุณภาพแล้ว ราคาก็คงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคแบบเราๆมักจะใช้เป็นเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจ เทคนิคการตั้งราคาที่มีมากมาย ทั้งซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ลด 50% 70% การตั้งราคาที่สูงแล้วจัดโปรโมชั่นลดราคาก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจ เราก็แค่ดูราคาสุดท้าย ถ้าพอใจก็ซื้อ ไม่พอใจก็ไม่ซื้อ

แต่กับบริการบางอย่าง เราเองก็ไม่ได้รู้ราคาหรอก แล้วผู้ให้บริการก็ดันไม่บอกราคาที่อยากขายมาอีก บริการหลักๆที่พี่ทุยเจอบ่อยมากๆเลยก็คือ “พี่วินมอเตอร์ไซค์” เนี้ยแหละ

แล้วน้องเคยมาเท่าไหร่ ?

วิธีรับมือกับคำถามวัดใจของ "พี่วินมอเตอร์ไซค์" น้องเคยมาเท่าไหร่ ?

คำถามวัดใจ ที่ดูเหมือนจะเป็นการให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกราคาที่อยากจ่ายด้วยตัวเอง แต่แท้จริงแล้วราคาที่บอกนั้นเราก็ไม่ได้เป็นผู้ตั้งเองจริงๆหรอก เพราะถ้าบอกราคาถูกเกินไปพี่วินแกก็คงต่อรองอีกที แต่ถ้าบอกราคาสูงเกินไปงานนี้มีเสียดายทีหลังแน่นอน

พี่ทุยก็เคยเจอเหมือนกัน ตอนที่ต้องเข้าไปทำธุระแถวทองหล่อ แล้วต้องเข้าไปในซอยลึกหน่อย พอลงจากรถไฟฟ้าพี่ทุยก็เลยโบกวินไป พอถึงที่หมายก็เจอกับคำถามเด็ดทันที “ปกติพี่เคยมาเท่าไหร่” ด้วยความที่พี่ทุยไม่ได้ไปแถวนั้นบ่อยก็เลยให้น้องเขาไป 60 บาท พอขากลับพี่ทุยก็ขึ้นวินเหมือนเดิมกลับไปที่รถไฟฟ้า ราคาก็เหลือเพียงแค่ 40 บาท แบบงงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ

แล้วพอพี่ทุยจะมาอีกรอบ พี่ทุยเลยทำตัวเนียนๆลองทำหน้าตาเหมือนคนอยู่แถวนี้ ละถามราคาดูว่า “เท่าไหร่นะ” พี่วินก็บอกมาว่า 30 บาท เห้ย ทำไมมันถูกลงเรื่อยๆอย่างงี้เลยหรอ ขากลับพี่ทุยก็เลยลองวัดใจดูบ้าง พอพี่วินส่งพี่ทุยถึงรถไฟฟ้า ก็เลยลองยืนแบงค์ยี่สิบไป เขาก็รับแล้วก็ขับไป

เจ็บใจมั้ยล่ะ แล้วราคาที่พี่ทุยจ่ายไปตอนแรกตั้ง 60 บาทคืออะไร๊ !!!

การตั้งราคาแบบให้ผู้บริโภคเป็นผู้เสนอราคามาก่อนอย่างงี้ ถ้าเรามองในทางเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าผู้ให้บริการจะได้รับกำไรสูงสุด เนื่องจากว่าโดยปกติแล้วผู้บริโภคแต่ละคนจะมีความพึงพอใจที่จะจ่ายที่คิดเป็นราคาไม่เท่ากัน เนื่องจากมูลค่าที่แต่ละคนมองเห็นไม่เท่ากัน

การนั่งรถมอเตอร์ไซค์ระยะทาง 1 กิโล บางคนอาจจะมองว่ามีมูลค่า 20 บาท 40 บาท 60 บาท หรือบางคนก็อาจจะมองว่ามีมูลค่าแค่ 10 บาทก็ได้ ดังนั้น ถ้าวินมอเตอร์ไซค์ตั้งราคาที่ 20 บาท คนที่พอใจจะจ่ายตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปก็จะเลือกขึ้นวินแทนการเดิน ส่วนคนที่มีพึงพอใจจะจ่ายแค่ 10 บาทก็จะเลือกที่จะเดิน เนื่องจากว่าราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่ามูลค่าที่เขาให้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่ให้มูลค่ากับการนั่งมอเตอร์ไซค์เป็นระยะทาง 1 กิโล ในราคา 40 บาท และ 60 บาท แต่จะต้องจ่ายเงินในราคาแค่ 20 บาท ก็ต้องแฮปปี้สิ คิดว่าอาจจะ 40 บาท แต่จ่ายแค่ 20 บาท เพราะเหมือนราคาถูกลงไปตั้ง 20 บาท แล้วถ้าเป็นคนที่ให้มูลค่าไว้ 60 บาท ก็ยิ่งแฮปปี้ขึ้นไปอีก

เมื่อมูลค่าที่คาดหวังสูงกว่าราคาที่ต้องจ่าย ความสุขก็จะเกิดขึ้น ยิ่งสูงกว่ามากก็ยิ่งแฮปปี้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามูลค่าที่คาดหวังกับราคาที่ต้องจ่ายเท่ากัน ความสุขก็ไม่เกิดแต่ก็เกิดการซื้อขายอยู่ดี เมื่อผู้ให้บริการเห็นประโยชน์จากตรงนี้ พี่วินก็เลยมักจะถามถึงมูลค่าที่ลูกค้าคาดหวังก่อน

ทีนี้แหละ เมื่อพี่วินเจอคนที่ให้มูลค่าของการนั่งมอเตอร์ไซค์สูงกว่าราคาที่ตั้งไว้อย่างพี่ทุย พี่วินก็เลยใช้วิธีถามเพื่อดูการให้มูลค่าของพี่ทุย พี่ทุยเลยบอกเขาไปว่า 60 บาท การซื้อขายเกิดขึ้น กลับกันแค่ความสุขไม่ได้เกิดกับพี่ทุยแล้ว แต่ไปเกิดกับพี่วินแทน TT

วิธีรับมือกับคำถามวัดใจของ "พี่วินมอเตอร์ไซค์" น้องเคยมาเท่าไหร่ ?

การตั้งราคาแบบไม่บอกราคาแบบนี้พบเห็นได้หลากหลายรูปแบบเลย เช่น การต่อราคา ถึงแม้ว่าจะบอกราคาไว้ก่อนแล้ว แต่หลังจากนั้นก็จะเกิดการต่อราคากันจนถึงจุดที่ลูกค้าพึงพอใจจะจ่าย ทำให้พ่อค้าแม่ค้า ได้ขายในราคาสูงสุดที่ลูกค้าจะจ่าย ซึ่งราคานั้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน การขายของออนไลน์ส่วนใหญ่จึงมักไม่บอกราคาที่หน้าร้าน แต่จะใช้การ inbox ไปบอกราคาแยกอีกที เพื่อหาราคาที่ลูกค้าพึงพอใจที่จะจ่ายในราคาสูงสุด

ส่วนอีกวิธีนึงที่เป็นที่นิยมเหมือนกันนั่นก็คือ การประมูลราคา ช่วงนี้ที่เห็นกันบ่อยมาก ก็คือ การขายเสื้อผ้าแบบไลฟ์สด เพื่อให้ลูกค้าสามารถมาเสนอราคากันไปเรื่อยๆ ได้ วิธีนี้ก็จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีโอกาสที่จะได้ขายในราคาสูงสุดเช่นกัน หรือถ้าสินค้าบางชนิดไม่ได้รับความนิยม พ่อค้าแม่ค้าก็จะสามารถระบายของออกไปได้แม้จะขาดทุนนิดหน่อย แต่ก็ไม่ต้องเหลือสินค้าเก็บไว้เป็นต้นทุนของตัวเอง

ถึงแม้ว่าวิธีการตั้งราคาแบบนี้จะได้กำไรมากกว่าปิดราคาไว้ชัดเจน แต่ในทางกฎหมายแล้วก็ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องนะ กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคบอกไว้ว่า ผู้ขายสินค้าจะต้องแจ้งราคาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆได้ ซึ่งตอนนี้กฎหมายนี้ก็ได้ครอบคลุมไปถึงการขายของในออนไลน์แล้วด้วย

สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ขายแจ้งราคาไว้อย่างชัดเจนดีกว่านะ ปลอดภัยดี เพราะกฎหมายค่อนข้างแรงอยู่ ถ้ามีคนไปฟ้องแล้วโดนจับได้ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทเลยทีเดียว !!

เมื่อเข้าใจการตั้งราคาแบบนี้แล้ว ลองมาดูวิธีการรับมือกับมันบ้างดีกว่า

ถึงแม้จะเป็นลูกค้า แต่ก็สามารถที่จะถามหาราคาจากผู้ขายได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นการให้บริการอย่าง เช่น วินมอเตอร์ไซค์ การบอกราคาที่เราให้มูลค่าไปเลยอาจจะไม่ดีนัก เพราะจะทำให้เราหมดโอกาสในการต่อรองราคาไปเลย เมื่อเจอสินค้าหรือบริการที่ไม่ปิดราคา เราก็ควรเริ่มจากการให้ราคาที่ต่ำที่สุดไปก่อน แล้วถ้ามันน้อยไปพี่วินก็จะต่อราคาให้สูงขึ้นเอง

และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย การเจรจาต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนไป เพราะถ้าถึงที่หมายแล้วค่อยคุยราคาก็เหมือนกับว่าเราได้ซื้อสินค้านั้นไปแล้ว อำนาจในการต่อรองราคาของเราก็จะลดลง

แล้วถ้าเป็นการซื้อสินค้าอย่างการซื้อเสื้อผ้าผ่านร้านค้าออนไลน์ แล้วแม่ค้าไม่ได้แจ้งราคาไว้ก่อน ส่วนใหญ่แล้วแม่ค้าก็จะมาแจ้งราคาในแชทของเรา โอกาสน้อยมากที่แม่ค้าจะให้เราเป็นฝ่ายเสนอราคา ก็ซื้อเสื้อผ้านี่เนอะ ให้ลูกค้าเป็นคนเสนอราคาก็จะแปลกๆอยู่ หลังจากนั้นก็คือการต่อรองราคา พยายามต่อรองให้ถูกไว้ก่อน เพราะพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะไม่มีทางเสนอราคากลับมาในราคาที่ถูกกว่าราคาที่เราเสนอไปแล้ว

สิ่งที่ดีที่ที่สุดคือตัวเราเองต้องรู้ราคาคร่าวๆก่อน ว่าสินค้าแบบนี้มีราคาประมาณเท่าไหร่ ตั้งราคาไว้ในใจก่อนด้วยว่า ราคาเท่าไหร่ คือ ราคาที่สูงสุดที่เราจะซื้อ เพื่อป้องกันการหลงกลไปกับโปรโมชั่นได้อีกทางหนึ่งด้วย

ไม่ว่าจะโดนเทคนิคทางการขายอย่างไร ก็ควรมีสติ รู้จักการเจรจาต่อรองอย่างมีเหตุผล ก็จะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นไปได้มากเลยแหละ


error: