“มนุษย์เงินเดือน” 15,000 เด็กจบใหม่ออมเงินยังไงดี ?

0
3475

BRIEF

  • เงินเดือน 15,000 บาท ทำงานเก็บเงินยังไงดี ปัญหาใหญ่ของคนเริ่มต้นทำงาน อย่าเพิ่งท้อแท้กันไปก่อน บทความนี้พี่ทุยมี 4 ขั้นตอนที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนหมื่นห้า มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นได้ไม่ยากเกินความสามารถ
  • เริ่มต้นจากตั้งเป้าหมาย ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ฝึกวินัยในการออมการลงทุน และศึกษาข้อมูลการเรียนรู้เรื่องการลงทุนในรูปแบบต่างๆ
  • เริ่มต้นออมตั้งแต่อายุน้อยๆ ดีกว่าไปเริ่มออมตอนอายุเยอะแล้ว เนื่องจากออมก่อน รวยก่อน เพราะว่ามีพลังของผลตอบดอกเบี้ยทบต้น

เย้ เรียนจบแล้ว ทำงานไรดีน้า ? ว่าแต่เป็น “มนุษย์เงินเดือน” 15,000 เก็บเงินยังไงดี ?

หลังจากการเรียนจบแล้ว นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน และเริ่มต้นหลายๆอย่างในชีวิตที่กำลังจะตามมาอีกเรื่อยๆ เช่น เริ่มต้นการซื้อบ้าน ซื้อรถ เริ่มต้นการมีครอบครัวการแต่งงาน เริ่มต้นการค้นหาตนเอง แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะต้องเจอในไม่กี่ปีข้างหน้า…

แต่ติดปัญหาที่ค้างคาใจกันว่า เราได้เงินเดือน 15,000 บาทเองนะ จะไปทำไรอะไรได้ฟระ ! แค่กินแค่ใช้จ่ายยังไม่พอเลย ! บางคนสมัยเรียนได้ตังค์ใช้จากพ่อแม่มากกว่านี้อีก บางคนได้ตังค์น้อยก็ไม่เอาไม่สู้งาน ไม่อดทน ! โดนกดดันนิดกดดันหน่อยจากที่ทำงานก็ทนไม่ได้ !

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องพบเจอไม่วันใดก็วันหนึ่งแน่ๆ จากประเด็นปัญหาใหญ่ของคนเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แล้วยังได้เงินเดือนน้อย พี่ทุยอยากให้ลองอ่านบทความนี้ดู ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เพื่อให้มีเงินเก็บไว้ใช้ได้อย่างไม่เดือดร้อน ไม่ลำบาก ไม่ต้องไปพึ่งพาใครที่ไหน ! พึ่งพาตนเองแหละดีที่สุดแล้ว

เงินเดือน 15,000 บาท ! ขอยกตัวอย่างสำนวนโบราณที่ยังใช้ได้อยู่ “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” เงินเดือนหมื่นห้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเลย เริ่มตั้งแต่อายุน้อยๆ ยิ่งดี เราจะเห็นคุณค่าของเงินมากกว่า มหาเศรษฐีของไทยหลายๆ คนก็เริ่มต้นที่เงินเดือนน้อยๆ กันมาก่อน อย่าง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์ กูรูหุ้น วีไอ เมืองไทย ก็เริ่มต้นจากวิศวกรโรงงาน เงินเดือน 3,000 บาทมาแล้ว จนทุกวันวันนี้ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ มีอิสรภาพทางการเงิน

สิ่งสำคัญที่พี่ทุยอยากบอกให้น้องๆจบใหม่ทุกคนควรรู้ไว้ และนำไปใช้กัน ประกอบด้วย

1. การตั้งเป้าหมายของตนเองเอาไว้

การมีเป้าหมายนั้นจะทำให้เรารู้ว่าเราจะไปทางไหน เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรกัน ! เป้าหมายอาจจะมีได้หลายข้อ แต่เราต้องจัดลำดับความสำคัญ และตั้งเป้าทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเอาไว้ เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะมีคอนโด มีบ้าน มีเงินเก็บเป็นของตนเอง มีความสามารถในการดูแลพ่อแม่ หรือมีเงินใช้ยามเกษียณ ว่าประมาณมูลค่าเท่าไหร่ ภายในปีไหนบ้าง ? เขียนในกระดาษติดฝาห้องไว้ดูทุกวัน ๆ ให้ขึ้นใจ พร้อมท่องว่า You can do it !

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัว

การทำบัญชีดูเหมือนเรื่องเล็กๆแต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายข้อแรก เริ่มทำสรุปจดบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละวันกันเลย จดใส่มือถือก็ได้ หรือจดในแอพพลิเคชั่นก็มีให้เลือกเยอะแยะ ทางที่ดีควรแยกประเภทค่าใช้จ่ายไว้ด้วย เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าห้อง ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงต่างๆ เป็นต้น พอครบเดือน อย่าลืมมาสรุปด้วยนะ ว่าเดือนนี้เรามีกระแสเงินสดเป็นบวกหรือลบ บวกก็คือมีเงินเหลือเก็บ ลบก็คือมีเงินไม่พอเก็บ ต้องเอาเงินส่วนอื่นมาใช้หมุนแทน !

3. ฝึกวินัยการออมเงินเพื่อลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

การออม ต่อเนื่องมาจากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย พอเราเริ่มเห็นภาพแล้วว่า ค่าใช้จ่ายของเราหมดไปกับส่วนไหนเยอะ ส่วนไหนที่สามารถลดทอนรายจ่ายได้อีกบ้าง จากประสบการณ์ส่วนตัว พบว่า เพื่อนๆ น้องๆหลายคนหมดเงินไปกับความบันเทิง ปาร์ตี้ ท่องเที่ยว มากที่สุด ลองแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายดูว่า แต่ละเดือนให้งบสำหรับการท่องเที่ยวเท่าไหร่บ้าง แล้วนำมาสู่สมการทองในการออม “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” น้องๆจำไว้เสมอว่า ออมก่อนไปใช้จ่าย ไม่อย่างงั้นจะไม่เหลือเงินออม !! ควรออมขั่นต่ำเท่าไหร่ บอกเป็นตัวเลขกลมๆเลยไม่ได้ เพราะฐานเงินเดือนของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ควรออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละจากรายได้ของเงินเดือน เช่น ออมเงินทุกเดือนอย่างน้อย 10% ต่อเดือน ถ้าเงินเดือน 15,000 บาท ก็ต้องออมเงิน 1,500 บาทต่อเดือนนั่นเอง แต่ถ้าเงินเดือนปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท เราก็จะต้องออม 2,000 บาท ปรับสัดส่วนการออมตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย

4. ศึกษาเรียนรู้ข้อมูลความรู้ด้านการออมการลงทุน

“มนุษย์เงินเดือน” โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ การออมเพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรเริ่มออมตั้งแต่อายุน้อย ๆ เพื่อเป้าหมายจะสำเร็จได้ง่ายกว่าไปเริ่มทำตอนอายุเยอะๆแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำให้เรามีอุปสรรคปัญหาที่จะทำให้เราออมเงินได้ลดน้อยลงเข้าไปอีก

แล้ว “มนุษย์เงินเดือน” หมื่นห้า มีช่องทางการออมอะไรได้บ้าง ?  

กองทุนประกันสังคม เป็นเงินที่มนุษย์เงินเดือนจะถูกบังคับหักไปทุกเดือนอยุ่แล้ว ส่วนหนึ่งไว้ไปเป็นค่ารักษาพยาบาล ส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมระยะยาวและอื่นๆ ซึ่งถูกกันไว้จัดสรรปันส่วนไปตามวัตถุประสงค์นั้นๆอยู่แล้ว พี่ทุยถือว่าเป็นข้อดีของการออมเงินแบบไม่ได้ตั้งใจไปในตัวนะ (ฮ่า)

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เงินออมนี้เป็นกองทุนสมทบที่นายจ้างกับลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อการออมในระยะยาว เงินสะสมจะหักจากเงินของลูกจ้างและถูกสมทบโดยนายจ้างเข้าไปอีกในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของลูกจ้าง ปกติจะมีให้เลือกว่าอยากออมแบบไหน ออมในตราสารทุน หรือออมในตราสารหนี้ ยังไงก็ตามพี่ทุยแนะนำว่าให้พยายามสมทบยอมหักไปให้เยอะที่สุด เพราะเราจะได้ให้บริษัทช่วยจ่ายสมทบเข้ามาอีกเท่าหนึ่งด้วย

ประกันแบบสะสมทรัพย์ เป็นรูปแบบประกันที่ออกแบบมาให้ผู้ถือกรมธรรม์ออมเงิน พร้อมกับมีความคุ้มครองแถมมาด้วย อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าแบบประกันสะสมทรัพย์จะต้องเป็นการออมเงินยาวนานจนเกือบทั้งชีวิต เพราะผู้ถือกรมธรรม์สามารถเลือกได้เองว่าจะออมกี่ปีดี เช่น อย่างน้อยๆเป็นเวลา 5-10 ปี หรือใครอาจจะออมในระยะยาวนานจนกระทั่ง 20-30 ปี เลยก็ได้ สำหรับการซื้อประกันแบบนี้ พูดง่ายๆ อีกอย่างก็เหมือนการซื้อความคุ้มครอง พร้อมทั้งออมเงินไปในตัวด้วยเลย

กองทุนรวม LTF (Long Term Equity Fund) เป็นกองทุนรวมระยะกลาง-ยาว โดยถืออย่างน้อย 7 ปีปฎิทิน ถึงจะขายได้ ถ้าขายก่อน จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษี  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะกลาง แต่ยังขาดความชำนาญเกี่ยวกับหุ้นรายตัว หรือไม่มีเวลาในการติดตามหุ้น จึงอาศัยผู้จัดการกองทุนช่วยในการดูแลแทน

กองทุนรวม RMF (Retire Mutual Fund) เป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณอายุ อายุครบ 55 ปี แล้วสามารถขายออกมาได้ นอกจากนั้นยังช่วยเรื่องการลดหย่อนภาษีได้เหมือนกับ LTF ด้วยเช่นกัน

การออมในหุ้น ทุกวันนี้ทางโบรคเกอร์ มีโปรแกรมออมซื้อหุ้นได้โดยอัตโนมัติทุกเดือนๆ เริ่มต้นตั้งแต่หลักพัน 2-5 พันบาท ก็สามารถลงทุนออมในหุ้นพื้นฐานดีๆได้แล้ว บางโบรคเกอร์สามารถซื้อเป็นเศษหุ้นใหญ่ๆได้ด้วย ซึ่งถือว่าช่วยเรื่องการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนยังไม่เยอะได้เป็นอย่างดี

พี่ทุยเชื่อว่าทั้ง 4 ขั้นตอนนี้จะช่วยในการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน 15,000 บาท เพียงแค่เราเริ่มต้นออมเงินเพื่อลงทุน 10% ของเงินเดือน ก็คือออม 1,500 บาทต่อเดือน ลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง ฝึกวินัยในการออมการลงทุน เพื่อเป้าหมายชีวิต หากออมเป็นเวลา 10 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เราจะมีเงินออมรวมกว่า 104,434 บาท มีเงินหลักแสนได้ภายใน 5 ปี ถือว่าเร็ว บางคนทำงานมานานแล้ว ยังไม่มีเงินเก็บถึงแสน มีแต่หนี้เป็นแสน !

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น พี่ทุยอยากให้น้องๆจบใหม่รวมถึงคนอื่นๆด้วย นึกถึงและเข้าใจพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้นด้วย ซึ่งไอน์สไตน์ยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกเลย ยิ่งเราอายุน้อยยิ่งมีความได้เปรียบตรงจุดนี้เลย พี่ทุยจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันเลย

สมมติว่า นาย A เก็บเงินเดือนละ 1,500 หรือคิดเป็นออมเงินปีละ 18,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี ผลตอบแทนที่ 5% ต่อปีโดยเฉลี่ย จะได้เงินออมทั้งหมด 226,402 บาท

ในมุมกลับกัน นาย B เริ่มออมเงินช้ากว่า แต่อัดเงินออมเพิ่มเป็น 2 เท่าของนาย A เลย คือออมเดือนละ 3,000 บาท หรือตกปีละ 36,000 บาท แต่นาย B มาเริ่มออมช้ากว่า 5 ปี (เริ่มออมในปีที่ 6-10 ของนาย A) ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากันที่ 5% ต่อปี

แม้ว่านาย B คิดว่าอัดเงินออมเข้าไปมากกว่านาย A เท่าตัว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผลรวมเงินออม ของนาย B จะมีเงินออมรวม 198,922 บาท ซึ่งน้อยกว่านาย A ที่ทยอยออมทุกปี ๆ เป็นเวลา 10 ปี เรื่องนี้แสดงถึงพลังของการทบต้นจากการลงทุนที่มหัศจรรย์เปลี่ยนเงินออมให้ทวีคูณหลายเท่าตัวได้ ดังนั้น พี่ทุยไม่อยากพูดเยอะเจ็บคอ ! เรามาเริ่มต้นลงทุนกันเลยดีกว่ายิ่งอายุน้อยยิ่งได้เปรียบ น้องๆที่เพิ่งเริ่มวันนี้ นาทีนี้ ลุยไปพร้อมกับพี่ทุยกันเลยดีกว่า !

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*