คน 3 ประเภทที่จะกลายเป็น "เศรษฐี" ในที่สุด

คน 3 ประเภทที่จะกลายเป็น “เศรษฐี” ในที่สุด

3 min read  

ฉบับย่อ

  • งานวิจัยสรุปผลออกมาว่า คนรวยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน
  • “นักลงทุนผู้มัธยัสถ์” จะปราศจากหนี้อย่างสิ้นเชิง และไม่คิดอยากจะก่อหนี้ แม้ว่าอาจจะทำให้รวยยิ่งขึ้นก็ตาม จึงมักไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ไม่ได้มีหน้ามีตาหรือมีชื่อเสียงในสังคม พวกเขาเป็นพวกที่ทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่อันมั่นคง พร้อมกับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
  • “เศรษฐีอัจฉริยะ” มักเติบโตขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ จนกระทั่งได้รับมอบหมายตำแหน่งที่สำคัญ มีผลตอบแทนในระดับสูง และท้ายที่สุดมักจะได้รับการตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัท
  • “เศรษฐีนักสร้างฝัน” มักมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ก่อตั้งกิจการขนาดใหญ่และผู้เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก หรืออีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์

บทความนี้พี่ทุยมาพร้อมกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจสุดๆ เพราะบอกกับเราว่า “เศรษฐี” หรือคนที่เขารวยๆกันเนี่ย เขามีลักษณะนิสัย วิธีคิด และการดำเนินชีวิตอย่างไร ซึ่งงานวิจัยนี้ได้สรุปผลออกมาว่า คนรวยแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน จะเป็นอะไรบ้าง และมีเราลักษณะคล้ายๆหนึ่งในสามนี้รึเปล่า (ถ้ามีล่ะก็ เตรียมตัวรวยได้เลย) ลองไปดูพร้อมๆกันเลย

งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2004 และเก็บเสร็จสิ้นในปี 2007 จากการสัมภาษณ์คนจำนวน 361 คน โดยที่ทุกคนไม่ทราบว่าตัวเองกำลังถูกสัมภาษณ์ (เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอคติ เพราะหากรู้ว่าถูกสัมภาษณ์อยู่อาจมีการโม้ หรือถ่อมตนเกินกว่าเหตุได้) และมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามหลัก 2 ข้อ

หนึ่ง ทำไมคนถึงรวย และทำไมคนถึงจน ?
สอง กิจวัตรประจำวันของคนจน และคนรวย เป็นอย่างไร ?

ผู้ถูกสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น คนรวย 233 คน และ คนจน 128 คน

คนรวย หมายถึง ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปี ปีละ 160,000 เหรียญสหรัฐฯขึ้นไป และมีสินทรัพย์รวม 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯขึ้นไป ซึ่งคนรวย 233 คนที่ถูกสัมภาษณ์ยังแบ่งออกได้เป็น 177 คนที่รวยด้วยตัวเอง (Self-made millionaire) กับอีก 56 คนที่รวยด้วยมรดก

177 คนที่รวยด้วยตัวเองนั้น 105 คนมาจากชนชั้นกลาง และอีก 72 คน เป็นคนจนมาก่อน

คนจน หมายถึง ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า 35,000 เหรียญสหรัฐฯ และมีเงินสดเก็บ ต่ำกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐฯ

เนี่องจากการศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เรื่องตัวเงินอาจจะนำมาเปรียบเทียบกับเราไม่ค่อยได้ (เพราะคนจนของเขายังมีเงินเดือนเกิน 90,000 บาท ซึ่งพี่ทุยก็คิดว่าเวอร์ไปนิด) แต่รับประกันว่ากระบวนการคิดสามารถนำมาประยุกต์กับทุกคนได้แน่นอน

ผู้ถูกสัมภาษณ์จะต้องตอบคำถามทั้งสิ้น 144 ข้อ คำตอบทั้งหมดถูกนำมาประมวลผล และวิเคราะห์ต่อเป็นเวลาอีก 16 เดือน

ท้ายที่สุด ผลงานวิจัยนี้ ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือขายดีหลายเล่ม ภายใต้ความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด จิตวิทยา การตัดสินใจ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และลักษณะนิสัยอื่นๆของคนที่ประสบความสำเร็จ (รวย)

และที่สำคัญที่สุด คือ คนรวย เขารวยมาได้ยังไง

เหล่าผู้มั่งคั่งทั้งหลาย มีการเดินทางที่แบ่งได้ชัดเจนออกเป็น 3 เส้นทาง ซึ่งพี่ทุยขอเรียกว่าเป็น คนรวย 3 ประเภท

คนรวยประเภทแรก คือ นักลงทุนผู้มัธยัสถ์

ในงานวิจัยชิ้นนี้ มีคนรวยที่เป็นนักลงทุนผู้มัธยัสถ์อยู่ 22%

คนกลุ่มนี้ปราศจากหนี้อย่างสิ้นเชิง และไม่คิดอยากจะก่อหนี้ แม้ว่าอาจจะทำให้รวยยิ่งขึ้นก็ตาม จึงมักไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ไม่ได้มีหน้ามีตา หรือมีชื่อเสียงในสังคม พวกเขาเป็นพวกที่ทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่อันมั่นคง พร้อมกับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

พวกเขามีเงินเก็บจากการทำงานอย่างอดทน และประหยัดอดออม แล้วนำเงินเก็บไปลงทุนต่อยอด เพื่อให้เกิดเป็น “Passive Income” (หรือรายรับที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องทำงาน)

นักลงทุนผู้มัธยัสถ์ ไม่ได้มีรายได้มากมายมหาศาล กลับกันพวกเขามีรายได้แค่ระดับปานกลาง แต่สามารถเก็บออมได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 20% เนื่องมาจากวิถีชีวิตที่อยู่อย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย

จากนั้นจึงนำเงินเก็บไปลงทุนอย่าง “สม่ำเสมอ” และ “ระมัดระวัง”

โดยเฉลี่ยแล้ว นักลงทุนผู้มัธยัสถ์จะใช้เวลาประมาณ 34 ปี เพื่อสร้างสินทรัพย์ของตนให้มีมูลค่า 3.4 ล้านเหรียญฯ

คนรวยประเภทที่สอง คือ เศรษฐีอัจฉริยะ

มีคนรวยอยู่ประมาณ 27% ในงานวิจัยนี้ ที่เป็นคนรวยอัจฉริยะ

พวกเขาเป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นมือวางอันดับหนึ่งในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงเป็นเอกในอุตสาหกรรมที่ตัวเองมีส่วนร่วม

เศรษฐีอัจฉริยะ มักเติบโตขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ จนกระทั่งได้รับมอบหมายตำแหน่งที่สำคัญ มีผลตอบแทนในระดับสูง และท้ายที่สุด มักจะได้รับการตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัท

ด้วยความขยัน ทำงานหนัก และโคตรเก่ง คนรวยในกลุ่มนี้บางคนยังมักจะเป็นเจ้าของกิจการบางอย่างนอกเหนือจากงานประจำอีกด้วย ซึ่งส่งผลให้พวกเขามีรายได้หลายทาง

พวกเขารู้จักศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และแน่นอน พวกเขาฉลาดพอที่จะนำรายได้ไปต่อยอดจากการลงทุน

คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 20 ปี ในการสร้างสินทรัพย์ให้สูงถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ตรงกันข้ามกับคนรวยกลุ่มแรก เศรษฐีอัจฉริยะมักมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักอย่างดีจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรม เป็นคนใหญ่คนโตในองค์กรระดับประเทศ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาผู้ได้รับเชิญไปบรรยายทั่วราชอาณาจักร

ตัวอย่างของเศรษฐีอัจฉริยะที่พี่ทุยอยากจะยกตัวอย่าง คือ คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการสายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นคนไทยใกล้ๆตัวเรานี้เอง

คุณกวีทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่เป็นเวลาหลายปี และมีความเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ จนมีผลตอบแทนในระดับสูง มีชื่อเสียงในเรื่องการลงทุน และสร้าง Passive Income จากการลงทุนของตัวเองจนกลายเป็นผู้มั่งคั่งในที่สุด

คนรวยประเภทที่สาม คือ นักสร้างฝัน

เศรษฐีนักสร้างฝัน คือ กลุ่มคนรวยที่มั่งคั่งที่สุด

พวกเขาทำงานโดยการไล่ตามความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง และทำให้ฝันนั้นเป็นจริง พร้อมรับผลตอบแทนมหาศาล

คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาราว 12 ปี เพื่อสร้างสินทรัพย์ให้แตะ 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยกว่าคนรวยกลุ่มอื่นๆ

เศรษฐีกลุ่มนี้มักมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ก่อตั้งกิจการขนาดใหญ่ และผู้เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก หรืออีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์

อย่างไรก็ดี การไล่ตามความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย และเต็มไปด้วยความเสี่ยง เมื่อหน้าที่การงานไม่ได้มั่นคงเหมือนอย่างคนรวยสองกลุ่มแรก หากอ่านประวัติของบุคคลเหล่านี้จะพบว่ามีช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเขาที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน บางครั้งอาจต้องทำงานทีละหลายๆงาน เพื่อหาเงินมาประทังชีวิตและหล่อเลี้ยงความฝันของตัวเอง

แต่หากพวกเขาไปถึงฝั่งฝัน ความมั่งคั่งล้นเหลือก็รอพวกเขาอยู่

จริงๆแล้วใครๆก็สามารถเป็น “เศรษฐี” ได้

นอกจากงานวิจัยนี้จะจำแนกลักษณะของคนรวยให้เราฟังแล้ว ยังสอนบทเรียนดีๆให้เราอีกด้วย

ถึงแม้เราจะไม่ได้มีความฝันอันใหญ่โตมโหฬาร ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนโลก หรือพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคาร รวมถึงเป็นคนเก่งที่สุดของหมู่บ้าน เราก็สามารถประสบความสำเร็จ และร่ำรวยในแบบของเราได้

มีสองสิ่งที่เหมือนกันของคนทั้งสามกลุ่ม

หนึ่ง พวกเขาต่างต้องใช้เวลาหลายต่อหลายปีในการสร้างความมั่งคั่ง และ
สอง พวกเขารู้จักจัดการกับความมั่งคั่งของตัวเอง โดยการบริหารจัดการรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับ และนำเงินที่เหลือไปลงทุน

พี่ทุยมั่นใจว่าทั้งสองสิ่งนี้ ทุกๆคนก็สามารถทำได้เช่นกัน และสำหรับคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายใดสายหนึ่ง ในสามสายที่เล่ามา ความร่ำรวยจะต้องรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอน

error: