วิธีการกำหนดงบในการซื้อรองเท้ากีฬา

วิธีการกำหนดงบในการซื้อรองเท้ากีฬา

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การกำหนดงบการซื้อรองเท้ากีฬา ให้เพิ่มขึ้นตามจำนวนการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการออกกำลังกาย
  • การได้ไปออกกำลังกายในแต่ละครั้ง มันคือการทำให้เราสุขภาพดี ลดความเสี่ยงการเป็นโรค ก็ลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลได้
  • สามารถปรับใช้กับการซื้อของประเภทอื่นๆได้ หัวใจหลักไม่ใช่การซื้อถูกหรือแพง แต่คือการซื้ออย่างไรให้คุ้มที่สุด

การ shopping นั่นสามารถทำให้เราสุขภาพดีได้เหมือนกันนะจะบอกให้ ง่ายๆเลยแต่วิ่งระหว่าง Shopping (ฮ่า) จะบ้าเหรอใครเค้าจะให้ไปทำแบบนั้นเล่า แต่ถ้าเราลองใช้วิธีกำหนดทางการเงินดีๆ ตั้งเงื่อนไขของการซื้อของ แล้วทำตามข้อตกลงของตัวเองให้ได้ ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดประโยชน์มากกว่าที่คิด

ช่วงนี้ไม่มีอะไรแรงไปกว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง อย่างที่รู้กันว่าชีวิตประจำวันของคนกรุงนั้นมันช่างทำลายสุขภาพเสียเหลือเกิน ตั้งแต่ตื่นนอนมา ก็ต้องรีบนั่งรถฝ่าฟันฝุ่นควันมาอัดกันบนรถไฟฟ้า พอถึงที่ทำงานก็นั่งอยู่ท่าเดิมๆ ทั้งวันจนอาจจะทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรม หรือปัญหาสุขภาพอีกมากมายตามมา

ไม่ว่าจะไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ที่ฟิตเนส หรือ ออกกำลังกายที่บ้าน แต่ละคนก็คงจะสะดวกต่างกันไป แต่ที่ทุกคนก็มีเหมือนกัน นั่นก็คืออุปกรณ์ในการออกกำลังกาย

ซึ่งอุปกรณ์การออกกำลังกายในปัจจุบันก็มีหลายราคา ตามคุณภาพของอุปกรณ์ แล้วด้วยความที่เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง เลยทำให้อุปกรณ์ออกกำลังกายบางอย่างเช่น รองเท้ากีฬา นั่นมีความผสมผสานกับแฟชั่นมากขึ้น จนทำให้ราคาสุทธิของรองเท้านั้น ไม่ใช่ราคาเพียงแค่ประโยชน์ใช้สอยอย่างเดียว แต่ได้เพิ่มความสวยงามด้านแฟชั่นเข้าไปด้วยแล้ว

ถึงแม้จะมีข้อเสียที่ทำให้ราคารองเท้ากีฬาที่สูงขึ้น แต่ด้วยความสวยงามของรองเท้า จนทำให้บางคนที่ไม่เคยคิดอยากจะออกกำลังกาย หันมาสนใจการออกกำลังกาย เพราะอยากได้ใส่รองเท้ากีฬาสวยๆ งามๆเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อความเป็นแฟชั่นเพิ่มขึ้น ราคาของรองเท้ากีฬาเลยกว้างมาก ตั้งแต่พันต้นๆไปจนถึงเกือบหมื่นก็มี แล้วทีนี้ มนุษย์เงินเดือนสุขภาพแย่ๆอย่างเราจะหันมาออกกำลังกายด้วยงบเท่าไหร่ดีน้าาา

ไม่ว่าจะซื้อของถูกหรือแพง หัวใจหลักคือการใช้ให้คุ้ม

อยากได้รองเท้าวิ่งดีๆสวยๆที่ราคาแพง แต่ถ้าเราใช้มันซะคุ้มเลย แบบนี้มันก็ดูไม่แพงแล้วใช่มะ

ให้ลองคิดซะว่า “การได้ไปออกกำลังกายในแต่ละครั้ง มันคือการทำให้เราสุขภาพดี ลดความเสี่ยงการเป็นโรค ก็ลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลได้”  ทีนี้เราก็ควรให้รางวัลตัวเองด้านสุขภาพยอดเยี่ยมกันหน่อย พี่ทุยว่าควรจะให้รางวัลตัวเองเป็นงบซื้อรองเท้าในการออกไปวิ่ง 1 ครั้ง = 20 บาท

โดยปกติแล้ว พี่ทุยจะได้ไปออกกำลังกายแค่สัปดาห์ละหนึ่งวันเท่านั้น ถ้าเทียบกับอายุการใช้งานของรองเท้ากีฬาที่ประมาณ 2 ปี เท่ากับว่า รองเท้ากีฬาของพี่ทุย จะได้ใช้ทั้งหมด 104 ครั้ง พี่ทุยก็จะได้งบซื้อรองเท้าประมาณ 2,000 บาททท !!!

….

อ่าาาา
ทำไมงบมันน้อยจังแฮะ

ก็รองเท้าคู่สวยๆที่พี่ทุยอยากได้ มันราคาตั้ง 8,000 บาทเลยนี่หน่า

ไม่ได้พี่ทุยจะไม่ยอม ถ้าพี่ทุยเพิ่มการออกกำลังกายเป็น 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ใน 2 ปี พี่ทุยก็จะได้ออกกำลังกายทั้งหมด 416 ครั้ง งบของพี่ทุยก็จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8,300 บาท ว้าวววว ได้ซื้อรองเท้าคู่สวยแล้ว แถมยังเหลือเงินอีก 300 บาท ไว้ซื้อถุงเท้าสวยๆใส่ตอนออกกำลังกายด้วย

แต่ถ้าใครคิดจะโกงด้วยการเพิ่มรางวัลในการออกไปวิ่งในแต่ละครั้งของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันก็จะทำให้เราได้ของที่ต้องการเร็วขึ้น แต่พี่ทุยว่ากำหนดไว้ที่ครั้งละ 20 บาทเนี้ยแหละกำลังโอเคแล้ว อย่างโกงกันเลย อยากได้ของแพงก็ต้องสู้กันหน่อย คิดซะว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองนะ

วิธีนี้สามารถปรับใช้กับการกำหนดงบซื้อของทั่วไปได้เหมือนกัน

เพราะหัวใจหลักคือการใช้ให้คุ้ม ดังนั้นการซื้อของอย่างอื่น ก็สามารถเอาวิธีนี้ไปใช้ได้เหมือนกัน เช่นถ้าเจ้าเอี้ยงเพื่อนรักของพี่ทุย บ่นว่าอยากได้ Laptop หรือ Notebook สักเครื่อง ราคาก็มีตั้งแต่หมื่นไปจบเกือบแสน จะเลือกไงดี กำหนดงบเท่าไหร่ดีนะ

วิธีการเลือกซื้อ Notebook ของเจ้าเอี้ยง ก็คล้ายๆกับการเลือกซื้อรองเท้ากีฬาของพี่ทุยนะ เริ่มจาก การให้ราคาของการใช้งานก่อน แต่ในสินค้าของเจ้าเอี้ยงคือ Notebook นั่นสามารถใช้หาเงินเป็นรายได้เสริมได้ อย่างเจ้าเอี้ยงเป็นนักออกแบบ สามารถหารายได้เสริมได้ชิ้นงานละ 1,000 บาท

ถ้าอายุการใช้งานของ Notebook เครื่องหนึ่ง จะอยู่ที่ประมาณ 3 ปี เจ้าเอี้ยงสามารถทำงานได้เดือนละ 1 ชิ้น เท่ากับว่า เจ้าเอี้ยงจะมีงบในการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่นี้ทั้งหมด 36,000 บาท

ถ้าเจ้าเอี้ยงงอแง อยากได้งบที่มากกว่านี้ อยากได้ Notebook ที่เจ๋งกว่านี้ ก็ต้องขยันให้มากขึ้น หารายได้เสริมให้ได้เพิ่มขึ้น แค่นี้ การซื้อ Notebook ที่แพงขึ้น ก็ไม่ใช่ภาระของกระเป๋าตังค์อีกแล้ว

ถ้าอยากได้ของที่สวยขึ้น แพงขึ้น แล้วไม่อยากรู้สึกเสียดายเงิน ก็ต้องใช้มันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากขึ้น เงินตรงส่วนนี้ที่เราเสียไป ถ้ามันสามารถใช้ลดรายจ่ายของส่วนอื่น เช่น เรื่องลดรายจ่ายของค่ารักษาพยาบาล หรือสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเรา อย่างเช่นเรื่องการหารายได้เสริม จากการซื้อของ Shopping แบบเป็นรายจ่ายอย่างเสียเปล่า จะมองอีกมุมนึงมันก็เหมือนการลงทุนดีๆเลยแหละ เพราะการลงทุน ผลตอบแทนอาจไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของเงิน แต่การที่เราได้สุขภาพกลับมา พี่ทุยก็นับเป็นการลงทุนด้วยได้เหมือนกัน

จริงๆแล้ว เรื่องการเงินนั้นก็แทรกอยู่ในทุกอย่างของชีวิตเรา ถ้าเรารู้จักบริหารเงินถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี เราก็จะสามารถจัดการชีวิตได้อย่างเยี่ยมยอด อยากซื้อของอะไร ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสิ้นเปลือง Shopping เพลิน สุขภาพเยี่ยมมมมม

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: