วิจัยพฤติกรรมสร้างหนี้คนไทย "หนี้เสีย" พุ่งเด็กยันแก่

วิจัยพฤติกรรมสร้างหนี้คนไทย “หนี้เสีย” พุ่งเด็กยันแก่

 

ปัญหา หนี้เสีย” เป็นปัญหาที่น่ากังวลมากๆของคนไทยในตอนนี้ แถมแนวโน้มหนี้เสียและการก่อหนี้ก็มีทีท่าแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ทุกปี หลายคนมีโอกาสที่จะมีเงินไม่พอใช้ในยามเกษียณ พี่ทุยเองพยายามเขียนบทความการออมเงิน การวางแผนการเงินที่ถูกต้องอยู่บ่อยๆ เพื่อหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาการเป็นหนี้ของบางคนได้

พี่ทุยขอยกงานวิจัยพฤติกรรมกู้หนี้ของคนไทย จากสถาบันวิจัยเศรษฐ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่รวบรวมตั้งแต่ปี 2552 – ก.ค. 2559 มาบอกกันซักหน่อย

จากการวิจัยพบว่า พื้นที่ที่คนเข้าถึงสินเชื่อมากที่สุด คือ กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีมากกว่า 60% ของคนในพื้นที่ ส่วนภาคอื่นๆมีสินเชื่อ 40%

โดยเฉลี่ยคนไทยมีสินเชื่อ 3 สัญญา แต่ 30% ของผู้กู้มีสินเชื่อตั้งแต่ 5 สัญญาขึ้นไป คนที่มีหนี้หลายสัญญาจะอยู่ในกลุ่มอายุ 35-45 ปี ส่วน 60% ของผู้กู้กลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปีและมากกว่า 70 ปี มีสินเชื่อ 1 สัญญา

กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล รถยนต์ มอเตอร์ไซ บัตรเครดิต เป็นสัดส่วนมากสุดเมื่อเทียบกับหนี้อื่น ส่วนคนที่มีอายุ 35-45 ปีมีสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น และคนอายุมากกว่า 70 ปี กลับมากู้สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น

สำหรับคนที่มีสินเชื่อประเภทเดียว เป็นหนี้สินเชื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซมากที่สุด และมีหนี้เสียมากถึง 24% ส่วนนึงเป็นผลมาจากมาตราการรถยนต์คันแรกที่กระตุ้นผู้กู้ที่ไม่พร้อมเข้าสู่ตลาด และหลายคนยอมทิ้งรถมอเตอร์ไซเมื่อไม่มีเงินผ่อน

สินเชื่อที่มีผู้ใช้มากที่สุด 70% คือ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มีจำนวนคนเป็นหนี้เสีย 15% โดยคนอายุ 25 – 45 ปี เป็นหนี้เสียบัตรเครดิตมากที่สุด โดยคนที่มีโอกาสที่เป็นหนี้เสียบัตรเครดิตมากที่สุด คือ คนที่มีบัตรเครดิต 1 ใบ เพราะสะท้อนว่ามีรายได้ต่ำ ส่วนหนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่เป็นคนมีสินเชื่อหลายสัญญา โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 25 ปีและมากกว่า 70 ปีมีหนี้เสียมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ แว่นตา นาฬิกา เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าปัญหาหนี้เสียหลักมาจาก บัตรเครดิต” และ สินเชื่อส่วนบุคคล” ซึ่งทางแบงค์ชาติก็ไม่มีการออกมาตราการมาควบคุมการใช้สินเชื่อประเภทนี้แล้ว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เริ่ม 1 กันยา ลด “วงเงินบัตรเครดิต” คนรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่น) ก็ต้องรอติดตามผลของมาตราการนี้ซักระยะนึงว่าจะช่วยรึปล่าว แต่พี่ทุยก็ยังคิดเหมือนเดิมว่าวิธีการนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทางที่ดีควรจะปลูกฝังให้ความรู้เรื่องหนี้กับคนไทยมากกว่า ยิ่งปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆหรือเอาเข้าหลักสูตรระบบการศึกษาเลยยิ่งดีนะ มอววว์

อ้างอิง: สำนักข่าวไทยและไทยรัฐ


error: