"WHART" ประกาศเพิ่มทุน ต้อนรับการมาของ EEC

“WHART” ประกาศเพิ่มทุน ต้อนรับการมาของ EEC

3 min read  

ฉบับย่อ

  • โครงการลงทุนใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปีของไทยในช่วงนี้ คือ EEC (Eastern Economic Corridor) มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน และตั้งโรงงานที่ประเทศไทย จากเดิมที่หลายแห่งได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • ช่วงที่ผ่านมาการเติบโตของ E-Commerce เป็นที่น่าจับตามองอย่างมากสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่อยู่ในช่วงชะลอตัว
  • เมื่อมีโครงการใหญ่อย่าง EEC เข้ามา การลงทุนใน REITs เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และประเภทสินทรัพย์หนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก คือ “คลังเก็บสินค้า (Warehouse) และโรงงาน (Factory)” โดยบทความนี้ พี่ทุยมี REITs ที่น่าสนใจมาแนะนำให้นักลงทุนได้รู้จักกัน

ถ้าพูดถึงการลงทุนใหญ่ในรอบ 30 ปีของประเทศไทยเรา ณ เวลานี้ คงจะหนี้ไม่พ้น EEC หรือ Eastern Economic Corridor ซึ่งเป็นโครงการที่ลงทุนพัฒนาเพื่อให้ตอบรับกับแนวโน้มการผลิตที่เปลี่ยนไปที่จะช่วยยกมาตรฐานและดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้

เพราะช่วงที่ผ่านมามีหลากหลายบริษัทขนาดใหญ่ ได้มีการย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศเพื่อนบ้านเราหลายบริษัท ถือว่าเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ที่ประเทศไทยเราจะต้องกลับมาดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ มาลงทุนในบ้านเราให้ได้

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุน เมื่อเรารู้ว่าจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เราก็จะเริ่มพิจารณาแล้วว่าเราจะสามารถย้ายเงินลงทุนไปที่ไหนได้บ้างเพื่อให้ตอบรับกับแนวโน้ม EEC ที่กำลังจะมา พี่ทุยอยากจะแนะนำว่า เราสามารถใช้ REITs หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้

ประกอบกับการเติบโตของ E-Commerce ที่ต้องบอกว่า ณ ปัจจุบันถูกจับตามองเป็นอย่างมากเพราะมีการเติบโตสูงขึ้นที่สวนทางกับเศรษฐกิจในภาพรวมของโลกเลยก็ว่าได้ คาดการณ์กันว่าน่าปี 2019 นี้น่าจะเติบโตได้อีกมากกว่า 5.9% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ (ที่มา www.statista.com)

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพูดถึง REITs หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึง อาคารสำนักงาน โรงแรม หรือ โครงสร้างพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงการลงทุนผ่าน REITs ยังมีประเภทสินทรัพย์อีกประเภทนึงที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “คลังเก็บสินค้า (Warehouse) และโรงงาน (Factory)” ที่น่าจะได้ประโยชน์จากทั้งการมาของ EEC และการเติบโตของ E-Commerce

แล้วถ้าพูดถึง REITs ประเภทนี้ ก็คงหนีไม่พ้นที่จะพูดถึงทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART)

“WHART” คือใคร ?

WHART เป็น กองทรัสต์ที่ลงทุนในโครงการ Built-to-Suit & Ready-Built Warehouse และ Factory ระดับพรีเมี่ยม ที่ครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ Digital Infrastructure ตามมาตรฐานสากล 

ตั้งแต่ WHART เข้า IPO ในปี 2557 ก็ได้มีการเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง และได้มีการควบรวมกับ WHAPF เข้ามาทำให้ ณ ปัจจุบัน WHART มีพื้นที่สามารถปล่อยเช่าได้สูงถึง 1,128,113 ตารางเมตรและสามารถบริหารจัดการให้มีอัตราเช่าพื้นที่เฉลี่ย (Occupancy Rate) มากกว่า 90% มาโดยตลอด

และตอนนี้ WHART กำลังจะเปิดเพิ่มทุนครั้งที่ 4 ที่เข้าลงทุนคลังสินค้าและโรงงานเพิ่มเติมจำนวน 5 โครงการ ได้แก่
1. โครงการ WHA Mega Logistics Center เฟส 1 “โครงการ Unilever”
2. โครงการ WHA Mega Logistics Center เฟส 2 “โครงการ WHA DAIWA”
3. โครงการอาคารโรงงาน DTS
4. โครงการอาคารโรงงาน Roechling
5. โครงการ WHA KPN Mega Logistics Center

โดยทั้ง 5 โครงการโดดเด่นด้วยทำเลบน พื้นที่ในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และถนนบางนา-ตราดที่ถือเป็น Logistics Hubs ของธุรกิจ E-Commerce เลยก็ว่าได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันทั้ง 5 โครงการมีอัตราเช่าเฉลี่ยมากกว่า 90%

การเพิ่มทุนครั้งที่ 4 ของ WHART มีข้อดีอย่างไร ?

หลังจากที่มีการเพิ่มทุนครั้งที่ 4 นั้น ได้มีการคาดการณ์กันว่ายังสามารถรักษามาตรฐานที่ระดับ 90% เช่นเดิม และ จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่เข้าในพอร์ตของ WHART ที่จะมีทั้ง E-Commerce ที่คิดเป็นมากกว่า 34% ของทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่ม รวมไปถึงลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid สำหรับรถยนต์ BMW ถือว่าเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญการเพิ่มทุนครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้

ก่อนการเพิ่มทุน คาดการณ์อัตราผลตอบแทนและเงินลดทุนต่อหน่วย (DPU) สำหรับปี 2563 อยู่ที่ 0.78 บาท
หลังจากเพิ่มทุน คาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นได้เป็น 0.79 บาท

ถ้าเราอยากลงทุนใน WHART ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

ก่อนการลงทุน พี่ทุยอยากจะบอกว่าการเพิ่มทุนครั้งที่ 4 นี้ ช่วยให้ความเสี่ยงของผู้ลงทุนนั้นลดลง แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้นด้วย สำหรับใครที่กำลังเล็ง ๆ อยู่ WHART เค้าจะเปิดเสนอขายตามสัดส่วนให้กับผู้ถือหน่วยเดิม (RO Period) ในช่วงวันที่ 12-15 และ 18 พฤศจิกายน 2562 จากนั้นเปิดเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป* (PO Period) วันที่ 19 – 22 และ 25 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป

ถ้าใครสนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย อย่าลืมล็อควันเอาไว้ให้ดี ๆ ไม่งั้นจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือนไม่ได้เลยนะ!

*ตามดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่ายและผู้จัดจำหน่าย


บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: