เคล็ด(ไม่)ลับ ลด “ความผันผวน” การลงทุนได้ด้วยตนเอง

0
2725
เคล็ด(ไม่)ลับ ลด

BRIEF

  • การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน ประโยคสุดคลาสสิค ที่นักลงทุนมักจะได้ยินกันบ่อยๆ บทความนี้พี่ทุยจะมาช่วยลดความผันผวนหรือความเสี่ยงของการลงทุนที่เราก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง
  • การลดความเสี่ยงทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการจัดพอร์ตลงทุน การกระจายการลงทุน หรือ การลงทุนสินทรัพย์ที่อิงไปตามดัชนี การเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ การลงทุนในระยะยาวจะช่วยเพิ่มผลตอบแทน และลดความเสี่ยงลงได้ด้วย

สำนวนที่เกี่ยวกับ ความผันผวน” อย่าง ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน สำนวนนี้ยังคงใช้ได้อยู่ในหลายๆ สถานการณ์ รวมถึงตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน พี่ทุยเองคงไม่สามารถวัดความกลัวความโลภของนักลงทุนออกมาได้ แต่พี่ทุยสามารถวัดความผันผวนของตลาดหุ้นได้ โดยมีตัวเลขหนึ่งที่นิยมวัดความผันผวนการลงทุน คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) หรือที่เรียกว่า SD คำคุ้นหูที่เราเคยเรียนกันมาในวิชาสถิตินั่นเอง

แต่ในบทความนี้ พี่ทุยขอนำเสนอวิธีที่ช่วยลดความผันผวนหรือความเสี่ยงของการลงทุนได้ง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง จะเป็นยังไงนั้น พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังกัน

การจัดพอร์ตการลงทุน และกระจายความเสี่ยง (Portfolio)

เคล็ด(ไม่)ลับนี้ จัดว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการลดความผันผวนของการลงทุน มือใหม่มักจะเลือกหุ้นเด็ด เป็นตัวๆ ไป หรือทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อซื้อหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเข้ามาในพอร์ตของตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าเราพลาดพลั้งไปเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราหมดเนื้อหมดตัวไปเลยก็ได้ บางคนถึงขนาดต้องกู้เงินมาลงทุนอีก ต้องชดใช้หนี้สินกันไป ดังนั้นเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงการลงทุนให้ดีที่สุด เราควรจะเลือกหุ้นอย่างน้อยประมาณ 5-10 ตัว และกระจายหมวดธุรกิจที่หลายหลากแตกต่างกันออกไป เหตุผลที่ต้องเลือกหลายหมวดธุรกิจ เพราะบางธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลง ถ้าเราเลือกหุ้นทั้งหมดที่อยู่แต่ในกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกัน แน่นอนว่าเราย่อมจะมีความเสี่ยงสูงกว่าการที่เราเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ในหลายๆหมวดธุรกิจนั่นเอง

ลงทุนอิงไปตามดัชนี (Index Fund)

เคล็ด(ไม่)ลับนี้ ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ในระยะยาว วิธีการหนึ่งที่ง่ายที่สุด สำหรับการลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ให้เราเลือกหุ้นที่อิงตามดัชนีไปแทนการเลือกเป็นหุ้นรายตัว (Index Fund) การลงทุนอิงตามดัชนีมีอยู่หลายประเภท แต่พี่ทุยขอพูดกลางๆ เช่น การลงทุนตามกองทุน ETFs ที่ไปลงทุนใน SET50 ซึ่งเป็นกองที่จะไปลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือเราสามารถลงทุนกองทุนที่อิงตามดัชนีของต่างประเทศก็ได้ตามที่สนใจลงทุน

ค่าเบต้าต่ำ (Low Beta)

เคล็ด(ไม่)ลับนี้ เป็นกลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์หุ้นมักนิยมใช้กันบ่อยๆ พี่ทุยขออธิบายคร่าวๆว่าค่าเบต้า คืออะไรก่อน เพื่อให้นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่รู้ “ค่าเบต้า” คิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET พี่ทุยจะอธิบายให้เทียบง่ายๆ ดังนี้

ถ้าค่าเบต้า > 1 แสดงว่าหุ้นตัวนั้นจะผันผวนขึ้นลงแรงกว่าตลาดหุ้น
ถ้าค่าเบต้า = 1 แสดงว่าหุ้นตัวนั้นจะผันผวนขึ้นลงเท่ากับตลาดหุ้น
ถ้าค่าเบต้า < 1 แสดงว่าหุ้นตัวนั้นจะผันผวนขึ้นลงน้อยกว่าตลาดหุ้น

แล้วคำถามต่อมา คือ เราจะหาค่าเบต้าได้จากไหน จริงๆก็มีหลายวิธี แต่พี่ทุยจะขอบอกวิธีที่ง่ายที่สุด ที่ทุกคนก็สามารถทำได้ละกัน คือ เข้าไปที่เว็บไซต์ของ ตลาดหลักทรัพย์ (SET) แล้วพิมพ์ชื่อหุ้นที่สนใจลงไป จะเห็นช่องที่เขียนว่า สรุปข้อสนเทศจดทะเบียนบริษัท แล้วเลื่อนลงมาจะเจอค่า Beta ตามรูปนี้

เคล็ด(ไม่)ลับ ลด "ความผันผวน" การลงทุนได้ด้วยตนเอง

ดังนั้นแล้วหากเราคิดว่า ตลาดหุ้นกำลังผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน เราจะเน้นเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าน้อยกว่า 1 มาเข้าพอร์ตการลงทุนของเราไว้ หรืออาจจะทำเป็นสมุดจดรายชื่อหุ้นเก็บไว้ก่อน แล้ววิเคราะห์หุ้นต่อไป ในช่วงที่มีความผันผวนของตลาดมากๆ ให้มุ่งเน้นหุ้นเบต้าต่ำที่จ่ายเงินปันผล จะทำให้ความผันผวนของพอร์ตลดลงได้

มุ่งเน้นการลงทุนระยะยาว (Long-Term Investment)

เคล็ด(ไม่)ลับนี้ รู้หรือไม่ว่าตลาดหุ้นบ้านเรา (SET Index) ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่เท่าไหร่ ให้เวลาคิด คิด คิด… พี่ทุยขอเฉลยเลยละกัน อยู่ที่ประมาณ 12% ต่อปี หรือพี่ทุยลองเทียบเป็นตัวเลขง่ายๆ คือ เพียงเราออมเงินไปลงทุนตลาดหุ้นเพียงเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี คุณจะมีเงินออมถึง 968,384 บาท OMG! เงินล้านสร้างได้ไม่ยากเลยใช่มั้ย พี่ทุยทำได้ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน

แต่ถ้าเราสนใจเพียงการลงทุนระยะสั้นเพียงไม่กี่เดือน หรือไม่กี่ปีเท่านั้น เราจะพบว่า บางปีตลาดหุ้นขาดทุน ติดลบเยอะ บางปีตลาดหุ้นขึ้นน้อย จนอาจทำให้เราท้อแท้ ถอนเงินออกไปจากตลาดหุ้นก่อนที่มันจะงอกเงยออกดอกออกผล ดังนั้นการลงุทนที่ช่วยลดความผันผวนได้ คือ มุ่งเน้นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อตั้งแต่ 5-10 ปีขึ้นไป ยิ่งลงทุนในระยะยาวขึ้น อัตราผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจะน้อยลงได้ในที่สุด

ลงทุนในตนเอง (Invest yourself)

ความเสี่ยงคือความไม่รู้ แต่เมื่อเรามีความรู้ ความเสี่ยงจะลดลงได้ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนดีมากขึ้น และสะสมประสบการณ์การลงทุนไป สักวันหนึ่งเราจะเป็นลักลงทุนที่เก่งได้ แม้แต่พี่ทุยเอง ยังเรียนรู้การเงินการลงทุนได้เลย ทุกวันนี้มีแหล่งข้อมูลมากมายให้เราไปศึกษาหาความรู้ อย่างน้อยที่สุด ก็สามารถติดตามอ่านข้อมูลความรู้การเงินการลงทุนกันได้ กับพี่ทุยใน Money Buffalo แห่งนี้นี่แหละ

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*