วิธีการลงทุนแบบ VA : Value Averaging

วิธีการลงทุนแบบ VA : “Value Averaging”

1 min read  

ฉบับย่อ

  • “Value Averaging” จะเป็นการลงทุนเน้นที่ผลลัพธ์ คือเราจะดูที่ผลลัพธ์จากการลงทุนเป็นหลักโดยเราจะกำหนดเป้าหมายของพอร์ตลงทุนเราในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน
  • ข้อดีของ Value Averaging ก็คือ วิธีการลงทุนนี้ก็มีโอกาสที่เราจะถอนเงินลงทุนออกมาจากพอร์ตได้ เมื่อการลงทุนดีเกินคาด ก็เหมือนกับการขายตอนราคาขึ้นสูง ๆ เก็บไว้ ก็จะมีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้นได้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

วิธีการลงทุนที่ทุกคนคุ้นหูตอนนี้
ถ้าให้นึกเร็ว ๆ พี่ทุยว่าต้องคุ้นคำว่า DCA กันแน่ ๆ
หรือ Dollar Cost Average
นั่นก็คือการที่เรากำหนดว่าเราลงทุนเท่ากันในทุกๆช่วงเวลา
เช่น กำหนดไปว่าลงทุนเดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

แต่จริง ๆ โลกของเรายังมีวิธีการลงทุนอีกหลากหลายรูปแบบมาก ๆ
วันนี้พี่ทุยมีวิธีการลงทุนอีกรูปแบบนึงมาฝากกัน
ก็คือ Value Averaging หรือ VA

VA หรือ “Value Averaging” จะเป็นการลงทุนเน้นที่ผลลัพธ์ คือเราจะดูที่ผลลัพธ์จากการลงทุนเป็นหลัก
โดยเราจะกำหนดเป้าหมายของพอร์ตลงทุนเรา
ในแต่ละช่วงอย่างชัดเจนไปเลย อ่านแล้วอาจจะงง ๆ กัน ลองมาดูตัวอย่างกัน

ตัวอย่างเช่น เราเริ่มลงทุนด้วยเงิน 100,000 บาท
แล้วบอกว่าทุก ๆ ไตรมาสเงินในพอร์ตจะโตขึ้น 10%
ก็คือเมื่อจบ Q1 พอร์ตเราจะต้องมีมูลค่า 110,000 บาท
จบ Q2 พอร์ตเราจะต้องมีมูลค่ารวม 121,000 บาทนั่นเอง

แล้วทีนี้เวลาที่เราลงทุนจริงสมมติว่า
ตอนจบ Q1 พอร์ตเรารวมมีมูลค่า 120,000 บาท
แปลว่าการลงทุนเราได้ผลมากกว่าที่เราคาดไว้
เราก็สามารถขายการลงทุนในพอร์ตเราออกมา 10,000 บาท
เพื่อนำมาใช้จ่ายไปเที่ยวหรือไปลงทุนเป้าหมายอื่น ๆ ได้

แต่ถ้าตอนจบ Q1 ผลประกอบการออกมาไม่เป็นอย่างคาดไว้
สมมติว่าออกมาเท่ากับ 101,000 บาท ก็คือต่ำกว่าเป้าหมายไป
เราจะต้องเพิ่มเงินไปเข้าไนพอร์ต 9,000 บาท
ก็จะทำให้เราติดตามพอร์ตการลงทุนเราได้อย่างใกล้ชิด
คอยเติมส่วนที่ขาดและถอนส่วนที่เกิน

โดยส่วนตัวพี่ทุยแล้ว พี่ทุยคิดว่า….
วิธีนี้จะเหมาะมาก ๆ กับเป้าหมายที่เป็น “ระยะสั้น-กลาง”
มีการกำหนด “จำนวนเงิน” และ “ระยะเวลา” ที่ต้องการใช้เงินแบบเป๊ะ ๆ
เราก็สามารถย่อยเป้าหมายลองมาเป็นรายเดือนได้
เป้าหมายเราก็จะเดินไปเรื่อย ๆ ตามเป้าอย่างแน่นอน

เช่น 1 ล้านใน 5 ปี เป็นต้น
เราก็กำหนดไปว่าปีแรกต้องมี 50,000 บาท
ปีที่ 2 ต้องมี 200,000 บาท
ปีที่ 3 ต้องมีเท่ากับ 400,000 บาท
ปีที่ 4 ต้องมีเท่ากับ 700,000 บาท
แล้วปีที่สุดท้ายก็ต้องมี 1,000,000 บาท

แล้วข้อดีของ “Value Averaging” อีกอย่าง ก็คือ
วิธีการลงทุนนี้ก็มีโอกาสที่เราจะถอนเงินลงทุนออกมาจากพอร์ตได้
เมื่อการลงทุนดีเกินคาด ก็เหมือนกับการขายตอนราคาขึ้นสูง ๆ เก็บไว้
ก็จะมีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้นได้

สุดท้ายพี่ทุยย้ำเสมอว่า…
ไม่มีรูปแบบการลงทุนที่ดีที่สุด
ดังนั้นหน้าที่นักลงทุนตัวน้อย ๆ แบบเรา
เราควรศึกษาเพิ่มพูนความรู้ตลอดเวลา
แล้วหาการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุดให้เจอ !!

แล้วคนเราก็มีหลากหลายเป้าหมายได้
ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แค่วิธีการลงทุนวิธีเดียวด้วยนะ
พร้อมแล้วก็มาลุยกันเถอะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: