"ลงทุนต่างประเทศ" ง่ายนิดเดียวด้วยกองทุนรวม

“ลงทุนต่างประเทศ” ง่ายนิดเดียวด้วยกองทุนรวม

 

ในบางช่วงเวลาที่ตลาดบ้านเราไม่เป็นใจ ถ้าให้พี่ทุยยกตัวอย่างก็คือ ถ้าใครซื้อกองทุนรวม SET50 ที่เป็นกองทุนรวมดัชนี (Passive Fund) แถวๆปี 2013 SET Index เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,650 จุด แล้วจากนั้นกว่าจะกลับไปสูงกว่าก็ปาเข้าไป ปลายปี 2017 หรือง่ายๆว่าเราต้องซื้อกองทุนนี้มากกว่า 5 ปีกว่ากองทุนจะเห็นผลกำไร

แล้วถ้าไปมองที่ตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างประเทศอเมริกาเป็นขาขึ้นตลอดในช่วง 5 ปีนั้น เรียกว่าซื้อเมื่อไหร่ตรงไหนก็กำไร หรืออย่างประเทศจีนที่เกิดวิกฤตตอนปี 2015 แต่ก็ปรับตัวกลับขึ้นมาได้เร็วกว่าตลาดอื่นๆ จะเห็นว่าถ้าเราลงทุนแต่ตลาดทุนในประเทศกว่าจะกำไรบางช่วงบางตอนต้องรอถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ถ้าจะให้เราไปเปิดบัญชีซื้อขายต่างประเทศแล้วไปซื้อเอง กว่าจะหาข้อมูลหุ้นเจอกว่าจะแลกเงินเสร็จนู้นนั่น พี่ทุยว่าเราไม่ได้ซื้อกันพอดีบอกเลยว่าปวดหัว (ฮ่า) พี่ทุยเลยแนะนำว่าถ้าใครอยากเริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศให้ลองลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ดู

แต่ถ้าเราที่เป็นนักลงทุนรายย่อยลงทุนเองไปลงทุนตรงผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ พี่ทุยว่าก็ยังทำได้ยากอยู่ดี พี่ทุยเลยแนะนำว่าให้ใช้กองทุนรวมในประเทศเนี้ยแหละ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่ในประเทศเราจะเป็นจะ FIF หรือ Fund of Fund คือกองทุนรวมที่ไปลงทุนในกองทุนรวมอีกทีนึง โดยกองทุนรวมในไทยจะไปคัดเลือกหากองทุนรวมที่ลงทุนอยู่ในประเทศต่างๆแทน

เวลาที่เลือกว่ากองทุนรวมไหนเป็นกองทุนรวมที่ดี พี่ทุยแนะนำว่าให้ดูกองทุนหลัก (Master Fund) ที่กองทุนรวมไปเลือกลงทุนดีที่สุดว่าเป็นอย่างไร วิธีการดูข้อมูลว่ากองทุนรวมในประเทศไหนลงทุนในกองทุนรวมไหน ก็สามารถดูได้จาก Fund Fact Sheet เนี้ยแหละจะมีข้อมูลทุกอย่างอยู่แล้ว จากนั้นเราก็เอาชื่อกองทุนหรือว่าจะเป็นเลข ISIN ของกองทุนรวมนั้นๆไปหาใน Morningstar ได้เหมือนกัน ไม่ต่างจากการคัดเลือกกองทุนในประเทศเลย

แต่สิ่งที่ต้องระวังมากขึ้นก็คือเรื่องของ “อัตราแลกเปลี่ยน” ว่ามีการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือไม่ แล้วส่วนใหญ่กองทุนรวมก็จะมีต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงด้วย อีกเรื่องนึงที่ต้องสนใจก็คือ “ค่าธรรมเนียม” ส่วนใหญ่แล้ว FIF จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าปกติเพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับกองทุกหลัก (Master Fund) อีกต่อด้วย

เราก็สามารถเข้าไปดูผลตอบแทนย้อนหลังระหว่าง “กองทุนหลัก” และ FIF แล้วดูว่าแตกต่างกันขนาดไหน ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงแบบ 100% (Fully Hedging) ความห่างของกราฟนั้นก็คือต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมเนี้ยแหละ

error: