UPDATE เก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ 15%

UPDATE เก็บภาษี “กองทุนตราสารหนี้” 15%

3 min read  

ฉบับย่อ

  • กองทุนตราสารหนี้เริ่มเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย วันที่ 20 สิงหาคม 2562
  • กองทุนตราสารหนี้ถูกเก็บภาษีเพื่อให้เท่าเทียมการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง โดยกองทุนตราสารหนี้จะถูกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เท่ากันเมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ยเข้ากองทุนโดยจะสะท้อนอยู่ใน NAV ของกองทุน
  • เดิมกองทุนตราสารหนี้เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% อยู่แล้วเวลาได้รับปันผล
  • ถึงแม้ผลตอบแทนจะน้อยลงแต่ก็ยังเป็นการลงทุนระยะสั้นและกลางที่น่าสนใจ เพราะมีสภาพคล่องที่ดีกว่าการตราสารหนี้และเงินฝากประจำ

หลังจะมีข่าวออกมาช่วยใหญ่ๆเกี่ยวกับการเก็บภาษีของ “กองทุนตราสารหนี้” แต่ยังไม่มีความชัดเจนถึงกำหนดการบังคับใช้ จนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาถึงกำหนดบังคับใช้เป็นกฏหมายโดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ให้กองทุนตราสารหนี้ต้องถูกคิดภาษีด้วย

ทำไมต้องเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้

อาจเป็นคำถามที่หลายๆคนกำลังสงสัย เดี๋ยวพี่ทุยจะเป็นคนไขปริศนาให้กระจ่างเอง!! ในปกติแล้วการลงทุนในตราสารหนี้นั้นเมื่อตราสารหนี้มีการจ่ายดอกเบี้ยจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยเป็นปกติอยู่แล้ว แต่หากไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับกองทุนนั้นไม่ต้องเสียภาษีแต่จะเก็บภาษี 10% หากมีการจ่ายปันผลออกมา ทำให้หลายๆกองที่เป็นกองทุนตราสารหนี้นั้นเลือกที่จะสะสมเงินไว้ในกองทุนมากกว่าจะจ่ายเป็นปันผลออกมาทำให้ผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้นั้นไม่เสียภาษีเลย

ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำผู้ลงทุนตราสารหนี้จะต้องเสียภาษี แต่หากเลือกไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้นั้นจะประหยัดภาษีได้ดีกว่า เพื่อลดปัญหานี้จึงมีกฏหมายใหม่นี้ออกมาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการลงทุนทั้งสองแบบ

กองทุนตราสารหนี้จะคิดภาษีอย่างไรบ้าง

ปกติกองทุนตราสารหนี้จะคิดภาษีเฉพาะกรณีที่จ่ายปันผล โดยคิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หากกองทุนตราสารหนี้มีการจ่ายปันผล 100 บาท จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไปก่อน 10 บาท ทำให้นักลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ได้รับปันผลเป็นเงินจริงเพียง 90 บาท เท่านั้นเหมือนกองทุนอื่นๆตามปกติ ซึ่งถ้าเราอยากได้เงินออกมาใช้เมื่อก่อนก็แค่แบ่งหน่วยออกมาตามส่วนที่เราต้องการต้องถอนออกมา

ในส่วนนี้หากฐานภาษีและรายได้ทั้งปีเราไม่สูงมาก หรือ ต่ำกว่า 10% ก็สามารถทำเรื่องขอคืนภาษีจากส่วนนี้ได้

แต่เมื่อกฏหมายนี้มีผลบังคับใช้ เวลากองทุนมีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับกองทุน จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไปทันที 15% และเนื่องจากดอกเบี้ยนั้นเป็นรายรับหลักของการลงทุนในตราสารหนี้ ทำให้กระทบผลตอบแทนของกองทุนโดยตรง ทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของ NAV (มูลค่าทรัพย์สินของกองทุน) ของกองเพิ่มน้อยลงกว่าเดิม เพื่อให้เท่าเทียมกับการลงทุนในตราสารหนี้แบบปกติที่ถูกหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ย

ขอบเขตผลกระทบของกฏหมายใหม่

ปัจจุบันมูลค่ากองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของกองทุนรวมทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยเลยทีเดียว และในกฏหมายใหม่นี้มีผลต่อกองทุนทุกประเภทที่มีรายได้เป็นดอกเบี้ย

โดยกองทุนทุกประเภทที่มีรายได้จากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยจากเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หากได้รับรายได้เป็นดอกเบี้ยจะถูกหักภาษีทั้งหมด และถึงแม้จะเป็นกองทุนผสม ที่มีทั้งหุ้นและตราสารหนี้อยู่ด้วยกัน ในส่วนรายได้ที่ได้รับดอกเบี้ยจากตราสารหนี้นั้นก็จะโดนหักภาษีด้วยเช่นกัน แต่จะไม่ไปกระทบในส่วนของหุ้นในกองทุน

โดนหักภาษีแบบนี้ควรจะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่อมั้ย?

พี่ทุยว่าไม่มีทางเลือกละกัน ฮ่าๆ ถึงแม้จะโดนหักภาษีแล้วและผลตอบแทนจาก “กองทุนตราสารหนี้” อาจน้อยลงบ้าง แต่ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้คือสามารถขายคืนได้ทุกวันทำการ ทำให้มีข้อได้เปรียบด้านสภาพคล่องมากกว่าการเงินฝากประจำ แล้วผลตอบแทนคาดหวังก็ยังได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากด้วย

ส่วนตัวพี่ทุยเลยตอนนี้บัญชีออมทรัพย์และเงินฝากประจำในปัจจุบันก็มีความเข้มงวดเรื่องภาษีที่มากขึ้น ทำให้กองทุนรวมตราสารหนี้ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจอยู่ (ถึงแม้จะมีแนวโน้มได้ผลตอบแทนน้อยลงก็ตาม)

ใครที่แบ่งเงินลงทุนไว้เพียงการลงทุนระยะสั้นก็อาจจะต้องเริ่มปรับตัว แบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ปรับความเสี่ยงให้เหมาะกับช่วงอายุของตัวเองและความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ เพื่อให้เงินลงทุนได้เติบโตและเอาชนะเงินเฟ้อได้

สามารถอ่านพระราชกิจจานุเบกษาฉบับเต็มได้ใน คลิกที่นี่

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: