"กองทุน SEF" เตรียมคลอดแทน LTF ปี 2563

“กองทุน SEF” เตรียมคลอดแทน LTF ปี 2563

3 min read  

ฉบับย่อ

  • กองทุน SEF กองทุนหุ้นยั่งยืน เป็นกองทุนใหม่ที่คิดมาเพื่อทดแทน LTF โดยมีจุดประสงค์หลักที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • SEF สามารถซื้อได้มากกว่าเดิม 2 เท่า สูงถึง 30% ของรายได้ แต่มีเพดานที่ 250,000 บาท
  • นโยบายการลงทุนคล้ายของเดิม แต่ส่วนที่กำหนด 65% ต้องมีหุ้นและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่ด้วย
  • ผู้ถือ LTF ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิมเพียงแต่จะไม่สามารถซื้อ LTF เพิ่มได้อีกตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป และLTF ที่ถือไว้นั้นยังคงตามเงื่อนไขเดิมทุกประการ
  • ปี 2562 ยังควรซื้อ LTF อยู่เหมือนเดิม หากยังมีรายได้และต้องเสียภาษี

อย่างที่เป็นข่าวมาซักพักใหญ่กับกองทุน LTF ที่จะซื้อปีนี้ได้เป็นปีสุดท้ายนั้นตอนนี้ก็มีอัพเดทรายละเอียดล่าสุดมาแล้ว พร้อมกับชื่อ SEF หรือกองทุนหุ้นยั่งยืน ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อความทันสมัยและมาทดแทนกองทุน LTF เก่าที่จะปิดการขายเพิ่มเติมในปี 2562 ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะได้ประโยชน์เพิ่มมากกว่าเดิมด้วย

จุดประสงค์ของ กองทุน SEF ที่เปลี่ยนไปจาก LTF

เหตุผลหลักของ SEF ที่มาเพื่อทดแทน LTF คือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดใน LTF เพราะในอดีต LTF ถูกตั้งมาเพื่อสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นและกองทุน เพื่อให้มีสภาพคล่องและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้น แต่ปัญหาที่พบตามมา คือ ส่วนที่ลดหย่อนนั้นสร้างความเหลื่อมล้ำ

บุคคลเสียภาษีที่มีรายได้ต่ำจะลดหย่อนภาษีได้น้อยกว่าคนที่มีรายได้สูง และยิ่งรายได้สูงก็จะยิ่งใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เยอะ เพราะการลดหย่อนนั้นคิดตามขั้นบันไดและฐานภาษีของผู้เสียภาษี ยิ่งรายได้สูงยิ่งฐานภาษีสูงและยิ่งลดหย่อนจาก LTF ได้เยอะ

SEF จึงถูกคิดมาเพื่อแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำนี้ ให้ผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถใช้สิทธิซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น เท่ากับว่าจะสามารถลดหย่อนภาษีได้มากกว่าเดิม 

SEF ลดภาษีได้เยอะกว่าเดิมยังไง ?

กองทุน SEF สามารถซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 30% ของรายได้ โดยจะมีเพดานที่สามารถซื้อได้เพียง 250,000 บาท เมื่อเทียบกับ LTF แบบเดิมที่เงื่อนไขต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ และมีเพดานอยู่ที่ 500,000 บาท 

ทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้สิทธิในการลงทุนได้มากกว่าเดิม 2 เท่า จนถึงเพดาน 250,000 บาท ส่วนผู้ที่มีรายได้มากก็จะไม่สามารถซื้อได้ถึง 500,000 บาท เหมือนแต่ก่อนแล้ว จะซื้อได้เพียง 250,000 หรือครึ่งเดียวจากเพดานสูงสุดในอดีต ทำให้ลดหย่อนภาษีได้น้อยลงมาก 

ในส่วนระยะเวลาที่ต้องถือครองจากตอนแรกมีแผนจะปรับเป็น 10 ปี ตอนนี้ได้ถูกปรับลงมาเท่า LTF เป็น 7 ปีปฏิทิน ให้เท่ากันทั้ง SEF และ LTF

นโยบายการลงทุนของ SEF

ในส่วนนโยบายการลงทุนมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย โดยนโยบายส่วนใหญ่จะเหมือนเดิมคือ 65% จะถูกกำหนดไว้เป็นขั้นต่ำในการลงทุน ส่วนอีก 35% จะขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนที่จะจัดสรรการลงทุน

โดยในอดีตอัตราส่วนที่ LTF 65% แรกที่ถูกกำหนดไว้นั้นจะเป็นหุ้น แต่สำหรับ SEF นั้นจะเป็นหุ้นและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ซึ่งกองทุน TFFIF หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ถือว่าช่วยสนับสนุนโครงการของภาครัฐไปในตัวได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

ผู้ถือ LTF เก่า ๆ ต้องทำอย่างไร ?

สำหรับคนที่มี LTF อยู่แล้วก็อยู่ในเงื่อนไขเดิมเลย คือ ถ้าเราซื้อก่อนปี 2560 เงื่อนไขเดิมคือ 5 ปีปฏิทิน เมื่อครบกำหนดก็จะเริ่มขายได้เลย แต่หากให้ที่ซื้อ LTF ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปจะอยู่ในเงื่อนไขใหม่ 7 ปีปฏิทินถึงจะเริ่มขายออกมาได้ 

ถ้าใครไม่รีบใช้เงินการออมลงทุนต่อใน LTF ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกัน เพราะถึงแม้ประโยชน์ทางภาษีเราจะได้ไปตั้งแต่ปีแรกแล้ว แต่ผลตอบแทนจากกองทุนจากการออมระยะยาวก็ยังให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจอยู่ 

แต่ถ้าใครที่ครบกำหนดแล้วมีเงินสดสภาพคล่องน้อยการถอนออกมาแล้วมาวนซื้อ LTF ใหม่อีกครั้งหรือซื้อ SEF ตั้งแต่ปีหน้าก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มแต่เหมือนได้ภาษีคืนเป็น 2 ต่อด้วยเงินก้อนเดิมก็ได้เหมือนกัน

2562 ยังควรซื้อ LTF อยู่มั้ย ?

เนื่องจากข้อกำหนดของ LTF ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเพียงแต่จะหยุดขายในปีหน้าเท่านั้น ดังนั้นสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในปีนี้ยังเหมือนปีก่อนทุกอย่าง ถ้าใครที่ยังต้องเสียภาษีอยู่ พี่ทุยก็แนะนำให้ปีนี้ยังลงทุนเหมือนเดิม 

เพราะสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจาก LTF ก็ยังดีเหมือนที่ผ่านมา เพียงแต่เราอาจจะต้องอัพเดทและทำความเข้าใจ SEF ไว้ล่วงหน้า เพื่อในปีหน้าจะได้วางแผนและรับสิทธิประโยชน์ได้ครบถ้วนถูกต้องเท่าที่เราควรจะได้


error: