[สรุปรายละเอียด] แบงก์ชาติตั้ง “กองทุน BSF” เพื่ออุ้มคนรวยอย่างเดียวจริงมั๊ย ?

[สรุปรายละเอียด] แบงก์ชาติตั้ง “กองทุน BSF” เพื่ออุ้มคนรวยอย่างเดียวจริงมั๊ย ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Corporate Bond Stabilization Fund (BSF) ถูกจัดตั้งมาเพื่อดูแลสภาพคล่องให้กับตราสารหนี้ภาคเอกชน
  • การจัดตั้ง “กองทุน BSF” เกิดเสียงวิจารณ์มากมายว่าแบงก์ชาติอุ้มนายทุน ซึ่งถ้าเราลองดูข้อมูลอย่างเป็นกลางผู้ที่ถือตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่นั้นมีทั้งรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการลงทุนโดยตรงและการลงทุนทางอ้อม
  • เมื่อดูจากปัจจัยทั้งหมดแล้วแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่เหมาะสมในการดูแล และจัดตั้ง “กองทุน BSF” มากที่สุด ณ เวลานี้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ดูเหมือนว่ากระแส “กองทุน BSF” ของแบงก์ชาติจะยังไม่จบง่าย ๆ  มีหลายคนบอกว่าเป็นมาตรการที่ลำเอียงเพราะเป็นการอุ้มนายทุน อุ้มคนรวยอย่างเดียว ก่อนจะไปดูกันว่าอุ้มจริงมั๊ย ? ทำไมต้องอุ้ม ? พี่ทุยขอย้อนความสักหน่อยว่ามาตรการ BSF คืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร

กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (หรือ Corporate Bond Stabilization Fund (BSF) คือมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน พูดง่าย ๆ ก็คือแบงก์ชาติได้ทำการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการไปไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ หรือที่เราเรียกกันว่าการ Rollover นั่นแหละ พอเป็นแบบนี้หลาย ๆ คนก็เลยมองว่าต้องไปเอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย พอตีความกันไปแบบนี้ก็เลยเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกัน ดราม่านี้ก็เลยถูกพูดถึงกันมาโดยตลอด

ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าเรื่องของการเข้าเสริมสภาพคล่องของ ”หุ้นกู้” ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนรวยอย่างเดียวแน่นอน เราลองมาดูข้อมูลกันแล้วจะพบว่า ตลาดตราสารหนี้มีขนาดใหญ่มาก ๆ  มีเงินหมุนเวียนอยู่มากกว่า 3.6 ล้านล้านบาท ถามว่าเยอะขนาดไหน เยอะกว่ามาตรการที่รัฐบาลใช้จ่ายช่วยเหลือช่วงนี้ถึง 3 เท่าเลยนะ ซึ่งปริมาณมหาศาลขนาดนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะเงินของคนรวยแน่นอน ลองคิดง่าย ๆ ว่า เวลาที่มองว่าเงินฝากประเภทต่าง ๆ ดอกเบี้ยไม่น่าสนใจก็มักจะมามองที่หุ้นกู้พวกนี้แหละเพราะได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

[สรุปรายละเอียด] แบงก์ชาติตั้ง “กองทุน BSF” เพื่ออุ้มคนรวยอย่างเดียวจริงมั๊ย ?

ถ้าเรามาดูข้อมูลจะพบว่า มีประมาณแค่ 30 % เท่านั้นเองที่เป็นการลงทุนโดยตรงของพวกนักลงทุน ซึ่งในส่วนนี้ก็มีรายย่อยลงทุนโดยตรงเองอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นว่ากลุ่มที่เป็นสัดส่วนใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของเงินในตลาดตราสารหนี้ จริง ๆ แล้วคือกลุ่ม “การลงทุนทางอ้อม” ต่างหาก การลงทุนทางอ้อมก็คือเงินของพวกเราเนี่ยแหละ อย่างเช่นเงินฝากที่ฝากไว้กับสหกรณ์ เงินในประกันสังคม กองทุนบำเหน็จ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ และยังมีอีกกว่า 15 % ที่เป็นเงินจากประกันชีวิต พอเห็นแบบนี้แล้วคงพูดได้เต็มปากแล้วแหละว่าหุ้นกู้ไม่ได้เป็นเรื่องของคนรวยอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของทุกคนมากกว่า

ถ้าแบงก์ชาติไม่เป็นผู้จัดทำ “กองทุน BSF” แล้วใครจะสามารถมาจัดการตรงนี้แทนได้บ้าง ?

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหนึ่งของ “กองทุน BSF” ที่มากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่าทำไมแบงก์ชาติต้องกระโดดลงมาทำมาตรการนี้ด้วยตัวเอง ทำไมไม่ทำผ่านธนาคารของรัฐอย่างกรุงไทยหรือออมสิน เพราะถูกมองว่าแหล่งเงินของแบงก์ชาตินั้นควรจะเป็นเงินทุน “แหล่งสุดท้าย (Last Resort)”  ที่เอาไว้ช่วยเหลือมากกว่า

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าในช่วงวิกฤตแบบนี้ มาตรการนี้มีความสำคัญมาก เพราะเวลาเศรษฐกิจย่ำแย่บางที จะเกิดการ “เทขายจากความตกใจ (Panic Sell)” ได้ ซึ่งจะทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างมากเลย และยังส่งผลให้คนที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะขายแต่พอเห็นราคาตกก็เลยขายด้วย ยิ่งทำให้ราคายิ่งลงไปกันใหญ่ แล้วก็จะวนเป็นลูป จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการที่มาช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน จะได้ไม่เกิดการเทขายแบบตกใจแบบนี้ ซึ่งในสภาวะนี้เป็นสภาวะที่สำคัญมาก แบงก์ชาติเลยจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเอง ซึ่งถ้าคิดว่าแบงก์ชาติไม่ควรเข้ามาจัดการตรงนี้เอง ถ้าว่ากันตามจริงมันก็มีอยู่แค่ 3 ตัวเลือกที่สามารถเข้ามาใช้มาตรการนี้ได้ก็คือ ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐ และแบงก์ชาติ

พี่ทุยว่าเอาจริง ๆ นะ ยิ่งถ้าให้ธนาคารพาณิชย์ทำนี่จะยิ่งเจอเสียงวิจารณ์ประเด็นนี้มากกว่าแน่นอน เพราะ ธพ. แต่ละแห่งก็อาจจะมีลูกค้าประจำของตัวเองเช่นกัน จึงอาจเกิดความไม่เท่าเทียมกันได้ ซึ่งก็เป็นปกตินะ ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกที่จะให้ ธนาคารพาณิชย์มาทำหน้าที่ตรงนี้

ธนาคารพาณิชย์ธุรกิจหลักคือการปล่อยกู้ และชำนาญเรื่องการตลาดเงินยังไม่มีบุคลากรที่สามารถจัดการตรงนี้ได้ หรือจะให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือที่เราเรียกว่า SFIs เช่นพวก ออมสิน SMEs EXIM อันนี้พี่ทุยว่ายิ่งหนักเลย เพราะแบงก์พวกนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล หากปล่อยให้จัดการ พี่ทุยก็ว่าไม่วายเจอโจมตีหนักกว่าเดิมแน่ ๆ

ดังนั้น พี่ทุยคิดว่ายังไงแบงก์ชาติก็น่าจะเหมาะกว่าอีก 2 ตัวเลือกอยู่ดี เพราะถ้าว่ากันตามจริงแบงก์ชาติถือว่าไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล แบงก์ชาติมี พรบ. ส่วนตัวของตัวเองอยู่ การปลดผู้ว่าแบงก์ชาติทำได้ยากมาก ไม่ใช่ว่านึกจะสั่งย้ายก็สั่งได้เลย ดังนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าโอกาสโดนแทรกแซงทางการเมืองและทางธุรกิจมีน้อยมากแน่นอน มีความเป็นกลางค่อนข้างสูงมากกว่าองค์กรอื่น ๆ

นอกจากนี้ พี่ทุยว่ามันก็ยังมีข้อจำกัดอย่างอื่นอีก เช่น ช่วงนี้จะเห็นว่ารัฐบาลออกมาตรการเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะจ่ายเงินเยียวยา ปล่อยกู้ และพี่ทุยเชื่อว่าหากใครที่ติดตามข่าวอยู่ก็จะทราบว่า รัฐบาลให้ออมสินเป็นคนปล่อยกู้นั่นเอง เรียกว่าแบงก์ของรัฐก็แทบไม่มีเงินเหลือแล้ว เพราะแค่พวกมาตรการเยียวยาก็ใช้เงินมหาศาลมากแล้ว ส่วนธนาคารพาณิชย์เองก็น่าตรึงมือเช่นกัน และในช่วงวิกฤตแบบนี้อาจจะต้องรัดเข็มขัด คงต้องสำรองเงินสดไว้ระดับหนึ่ง หากจะมาปล่อยแบบนี้มันก็เสี่ยงอยู่นะ

โดยสรุปแล้วพี่ทุยจึงคิดว่า “กองทุน BSF” หรือมาตรการช่วยสภาพคล่องตราสารหนี้ ค่อนข้างจำเป็นในช่วงเวลาแบบนี้ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และเสริมสภาพคล่องไม่ให้ธุรกิจล้ม เพราะจริง ๆ แล้ว เงินที่อยู่ในตลาดตราสารหนี้ไม่ได้เป็นแค่เงินของคนรวยอย่างที่หลายคนวิจารณ์เท่านั้น แต่จริง ๆ เป็นเงินจากประชาชนนั่นแหละ เพียงแต่เป็นการลงทุนทางอ้อมที่ประชาชนไม่รู้ตัว

ดังนั้นถ้าธุรกิจล้ม เงินประชาชนก็อาจจะหายไปด้วยเช่นกันและจะพากันเสียหายไปกันใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าแบงก์ชาติอาจไม่ได้ดูแลเป็นรายบุคคล แต่ดูแลทั้งระบบการเงินไม่ให้มันล่มมากกว่า และอาจต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว แบงก์ชาตินับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุดแล้วที่จะให้เป็นคนจัดการดูแลมาตรการนี้


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: