ทำไมถึงต้องหัก "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ให้เยอะที่สุด ?

ทำไมถึงต้องหัก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ให้เยอะที่สุด ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นสวัสดิการตัวช่วยให้เรามีเงินเก็บยามเกษียณได้จริง ๆ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปแบบน่าเสียดาย
  • “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นสิทธิพิเศษก็เพราะกองทุนนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องทำงานประจำเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะมีกองทุนนี้ให้เสมอไปนะ ขึ้นอยู่กับความใจดีของบริษัทว่าเค้าจะให้เป็นสวัสดิการกับเรามั้ย

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ “Provident Fund” เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหรือคนทำงานประจำหลายคนอาจไม่รู้ว่า เราได้รับสิทธิพิเศษที่มากกว่าคนอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะสิทธิพิเศษที่ได้รับนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว

ที่พี่ทุยบอกว่าเป็นสิทธิพิเศษก็เพราะกองทุนนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องทำงานประจำเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะมีกองทุนนี้ให้เสมอไปนะ ขึ้นอยู่กับความใจดีของบริษัทว่าเค้าจะให้เป็นสวัสดิการกับเรามั้ย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนที่มีไว้เพื่อให้พนักงานออมเงินและลงทุนอย่างมีวินัย เพื่อให้เรามีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ ออกจากงาน ทุพพลภาพ หรือถ้าเกิดเสียชีวิตไป ก็กลายเป็นเงินไว้ใช้จ่ายให้กับครอบครัว

ปกติเราสามารถเลือกได้ว่าจะสะสมเงินเข้ากองทุนเท่าไหร่ ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน บริษัทจะตัดเงินส่วนนี้ออกจากเงินเดือนของเราเข้ากองทุนไปเลย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกหักให้น้อยที่สุดกัน พี่ทุยว่ามันน่าเสียดายนะ พี่ทุยแนะนำให้เลือกหักให้มากที่สุดดีกว่า เพราะยิ่งเราหักเงินสะสมเข้ากองทุนมากเท่าไหร่นายจ้างก็จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้อย่างน้อยต้องเท่ากับเงินที่เราสะสมไป

หรือถ้าบางที่นายจ้างใจดีก็อาจให้มากกว่าเงินที่เราสะสมก็ได้ ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราหักเงินเข้ากองทุน 15% เราจะได้เงินสมทบจากนายจ้างอีกเท่านึง เราก็เหมือนได้เงินเดือนเพิ่มมาอีก 15% เชียวนะ !! และพี่ทุยแอบกระซิบว่าส่วนที่เราหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเนี้ย สามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

บริษัทใครที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพี่ทุยว่าโชคดีสุดๆไปเลยนะ เพราะนอกจากจะทำให้เราสามารถเก็บเงินได้ มีเงินก้อนไว้ใช้แล้วแน่ๆ จำนวนเงินที่เราหักเข้ากองทุนไปยังสามารถเอาไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ส่วนเงินที่สะสมเข้าไปในกองทุนก็ไม่ได้เอาไปเก็บไว้เฉยๆ บริษัทก็จะเอาเงินนี้ไปให้ “บริษัทจัดการ” หรือ บลจ. ที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนอยู่แล้วไปบริหารจัดการต่อให้มีผลตอบแทนงอกเงยเพิ่มขึ้นมาให้กับเราด้วย

เงินสะสมในกองทุนนี้เราจะไม่สามารถเบิกเอามาใช้ก่อนได้นะ แต่เราจะได้เงินก้อนนี้ก็ต่อเมื่อ

  1. อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  2. เป็นผู้พิการ
  3. เสียชีวิต

กรณีใดกรณีนึงเท่านั้น และเงินที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

ส่วนถ้าเราย้ายที่ทำงานไป เราสามารถย้ายเงินในกองทุนเดิมไปที่ใหม่ได้ หรือถ้าลาออกมาแต่ยังหางานใหม่ไม่ได้ก็ยังสามารถฝากเงินไว้กับกองทุนเดิมไว้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าใครที่ลาออกมาก่อนเกษียณอายุยังไม่ถึง 55 ปี อาจจะมาทำธุรกิจ หรือขี้เกียจทำงานแล้วก็สามารถย้ายเงินใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ไปสะสมใน “กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ “RMF” แทนก็สามารถทำได้เช่นกัน

แต่กรณีย้ายงานหรือลาออกจากงาน เราต้องดูเงื่อนไขข้อบังคับของบริษัทให้ดีก่อนนะ เพราะเราอาจจะได้เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบมาไม่ครบทั้ง 100% ก็ได้ เช่น บางบริษัทอาจมีเงื่อนไขว่า

ถ้าทำงานครบ 1 ปี จะได้เงินสมทบ 10%
ถ้าทำงานครบ 3 ปี จะได้เงินสมทบ 50%
ถ้าทำงานครบ 5 ปีขึ้นไป จะได้เงินสมทบ 100%

ก่อนลาออกจากที่ทำงานก็อย่าลืมดูเงื่อนไขนี้ก่อนน้า แต่ส่วนของเงินที่เราจ่ายสะสมไป รวมถึงผลตอบแทนจากเงินสะสมของเรา เราจะได้คืนแน่ ๆ 100% อันนี้ไม่ต้องกังวลไปนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: